A Blogger by Beamcool

Tuesday, June 16, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - ว่าที่คุณแม่ออกกำลังกาย

Posted by wittybuzz at 12:36 AM 0 comments

พื้นฐานสำคัญ

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่ มาดูความหมายของการออกกำลังกายกันเถอะ การเดินเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ดังนั้น คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถออกกำลังกายได้ แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายตลอดระยะเวลาที่ตั้งครรภ์ การออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่ที่ออกกำลังกายเป็นประจำก่อนตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายต่อไปได้โดยมี การปรับเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายเล็กน้อย คุณแม่ที่เพิ่งเริ่มการออกกำลังกายเมื่อตั้งครรภ์ควรได้รับอนุญาตจากแพทย์ ก่อน อย่ามองข้ามความสำคัญในข้อนี้เพราะเป็นสิ่งสำคัญมาก

ในช่วงตั้งครรภ์สามเดือนแรก อาจเป็นช่วงที่คุณแม่อ่อนเพลียมากที่สุด เนื่องจากสูญเสียพลังงานไปกับการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายและพัฒนาการของลูก น้อยในครรภ์ คุณแม่ต้องฟังร่างกายของตนเองและพักผ่อนเมื่อทำได้ คุณแม่อาจทำได้แค่เดินเร็วๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง และนั่นก็เพียงพอแล้ว

“ว่าที่คุณแม่” ทุกท่านจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่ร้อนชื้น โดยเฉพาะในระหว่างช่วงสามเดือนแรก ซึ่งเป็นเวลาที่มีความเสี่ยงมากที่สุดสำหรับลูกน้อยที่กำลังพัฒนาอยู่ใน ครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการเซาว์น่าและการอบไอน้ำ เพราะจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น

โยนรองเท้าส้นสูงทิ้งไปเสีย และหันมาใส่รองเท้าส้นเตี้ยแทน นอกจากรองเท้าส้นสูงจะทำให้การไหลเวียนโลหิตไปยังเท้าไม่ดีแล้ว จุดศูนย์ถ่วงในร่างกายจะเปลี่ยนไปด้วย และอาจทำให้เสียสมดุล ตลอดจนทำให้อาการปวดหลังรุนแรงยิ่งขึ้น แถมยังเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการร้าวตามขาอีกด้วย

คุณแม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในท่านอนหงายหลังจากผ่านช่วงสาม เดือนแรกไปแล้ว เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะไปจำกัดการหมุนเวียนโลหิตไปยังลูกน้อยในครรภ์ สิ่งสำคัญคือควรหลีกเลี่ยงท่าย่อที่ถ่างขากว้างๆ กระโดด และกิจกรรมที่มีการเปลี่ยนท่าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมนรีแลกซิน (ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เอ็นบริเวณอุ้งเชิงกรานและหน้าท้องผ่อนคลาย) และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน คุณแม่ไม่ควรยืดตัวมากเกินไป แต่ควรค่อยๆ ยืดอย่างช้าๆ ไม่แนะนำให้ออกกำลังหน้าท้องตามปรกติเนื่องจาก 30 เปอร์เซ็นต์ของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อหน้าท้องแยก ตัวได้ ควรออกกำลังกายท่าที่ใช้หน้าท้องส่วนลึกที่ผู้ฝึกสอนหรือแพทย์กายภาพบำบัด แสดงให้ดู

ในช่วงเดือนที่ 4 - 6 หรือที่เรียกว่า “ช่วงฮันนี่มูน” นั้น คุณแม่หลายคนรู้สึกดีมาก และอาจสามารถเปลี่ยนโปรแกรมการออกกำลังกายได้ในช่วงนี้

ในระหว่างช่วงสามเดือนสุดท้าย คุณแม่ส่วนใหญ่อาจรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นเนื่องจากน้ำหนักของลูกน้อยที่ กำลังโตขึ้น ช่วงนี้เหมาะกับการเดินช้าๆ ยืดตัวเบาๆ และนอนพักผ่อน

สิ่งที่ควรระวังในขณะออกกำลังกาย

ในช่วงตั้งครรภ์นั้น ระดับน้ำตาลในเลือดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทที่มีค่า Glycemic ต่ำ (หมายถึงอาหารที่จะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในระดับต่ำ) เช่น กล้วยแอปเปิ้ลประมาณหนึ่งหรือสองชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย หากคุณแม่รู้สึกว่าจะเป็นลมหรือวิงเวียนศีรษะ ควรออกกำลังกายให้ช้าลงหรือหยุดไปเลย และควรทานของว่างที่มีคาร์โบไฮเดรต

อย่าลืมอบอุ่นร่างกายและคลายกล้ามเนื้ออย่างช้าๆและยืดตัวเบาๆเสมอ หยุดออกกำลังกายหากมีอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้

* มีหยดเลือดหรือเลือดออกที่ช่องคลอด
* ปวดข้อ
* ปวดศีรษะ สายตาพร่ามัวหรือสายตาเปลี่ยนแปลงไป
* มึนงง
* จะเป็นลม
* ปวดท้อง
* หายใจไม่ออก
* ปวดหลังช่วงล่าง
* มีของเหลวไหลออกจากช่องคลอดอย่างเฉียบพลัน
* การเคลื่อนไหวของลูกน้อยในครรภ์เปลี่ยนแปลงไป

ควรติดต่อแพทย์หรือโรงพยาบาลเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกวิตกกังวล

คุณควรสวมยกทรงผ้าฝ้ายที่สามารถรองงรับได้ในขณะออกกำลังกาย

ทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เพียงพอ

มีแนวคิดหลากหลายทางเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจ แต่ในฐานะที่เป็นพยาบาลผดุงครรภ์ ฉันขอแนะนำว่าคุณแม่ควรพูดคุยอย่างสบายๆ ในขณะที่ออกกำลังกายไปด้วย อย่าหักโหมจนเกินไป ปรกติแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจควรอยู่ที่ไม่เกิน 140 ครั้งต่อนาที คุณแม่บางท่านในกลุ่มวิจัยของฉันกล่าวว่า

คุณมีเวลาตลอดชีวิตที่เหลือที่จะใช้ออกกำลังกาย ดังนั้นจึงควรใช้เวลานี้มีความสุขกับลูกน้อยก่อนจะดีกว่า!

คำกล่าวที่ว่า ออกกำลังกายสำหรับสองคนนั้นไม่ถูกต้อง คุณแม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยเติบโตและพัฒนาไปอย่างปรกติ เมื่อคลอดลูกแล้ว คุณแม่ค่อยไปเน้นเรื่องการออกกำลังกายสำหรับตัวเองโดยตระหนักถึงแนวทางที่ ให้ไว้ในเว็บไซต์ของฉันสำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

เมื่อว่าที่คุณแม่ออกกำลังกาย

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

* ตัวคุณแม่
* น้ำ 1 ขวด
* หมวกและโลชั่นกันแดดหากอยู่นอกบ้าน

การ ยกน้ำหนักมีความสำคัญมากในการเสริมสร้างความแข็งแรงสำหรับอุ้มลูกและรองรับ เต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้น ควรฝึกร่างกายส่วนนี้วันเว้นวันและตั้งเป้าว่าจะฝึกให้ได้เป็นสองเท่าในสอง สัปดาห์
การบริหารอกและแขน
พยายามทำเซ็ทละ 8-12 ครั้ง ทั้งหมด 3 เซ็ท

* นั่งบนม้านั่งยาวหรือเก้าอี้ที่มั่นคง จากนั้นเอาหลังพิงพนัก วางส้นเท้าไว้บนพื้นห่างออกไป 2-3 ฟุต
* จับขอบม้านั่งด้วยมือคว่ำ จากนั้นดันตัวเองขึ้นจนแขนเหยียดเต็มที่และตั้งฉากกับพื้น
* งอแขนและลดตัวเองลงหาพื้นจนต้นแขนขนานกับพื้น
* ดันตัวเองขึ้นเพื่อสู่ตำแหน่งเริ่ม

ยืดแขน

พยายามทำเซ็ทละ 8-12 ครั้ง ทั้งหมด 3 เซ็ท

* ให้ศอกอยู่ขนานกับพื้น
* ดึงแขนข้างนี้ให้ขวางลำตัวโดยใช้แขนอีกข้างช่วยดึงเข้าหาตัว
* ดึงค้างเป็นเวลา 15-20 วินาทีแล้วสลับทำกับแขนอีกข้าง

ยืดอก

พยายามทำเซ็ทละ 8-12 ครั้ง ทั้งหมด 3 เซ็ท

* ยืนข้างประตูโดยยกแขนขึ้นและให้มือและข้อมือดันวงกบประตูไว้
* เอนตัวไปข้างหน้า หันหน้าไปด้านตรงข้างและใช้ประตูช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณอกด้านหน้าและแขน
* ค้างไว้ 15-20 วินาที
* ทำซ้ำกับอีกข้าง
* การยืดขั้นสูงงอข้อศอกและวางมือดันกับกรอบประตู แล้วยืดอย่างช้าๆ

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Monday, June 15, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - อาหารกับการตั้งครรภ์

Posted by wittybuzz at 11:13 AM 0 comments

โภชนาการที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในระหว่างการตั้ง ครรภ์ อาหารที่เป็นประโยชน์จะช่วยให้คุณแม่สามารถตอบสนองต่อการเจริญเติบโตอย่าง รวดเร็วของลูกน้อยในครรภ์ได้ ช่วยรักษาสุขภาพของคุณแม่ให้แข็งแรง และช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนม อย่างไรก็ตาม คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทานเผื่อสองคน แค่รักษาความสมดุลของอาหารก็พอ

อาหารที่มีความสมดุล

คุณแม่ควรทานอาหารหลากหลายให้ครบทั้ง 4 หมู่ ได้แก่ ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ เนื่องจากอาหารแต่ละหมู่มีสารอาหารแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อุดมไปด้วยโปรตีน แต่ไม่มีวิตามินซี เป็นต้น การเลือกทานอาหารให้หลากหลายก็เพื่อที่ว่าคุณแม่จะได้รับสารอาหารที่สมดุล จากอาหารทั้ง 4 หมู่

ตารางนี้เป็นแนวทางสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ในเรื่องชนิดและสัดส่วนของอาหารที่ควรรับประทาน

ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว

* อาหารในกลุ่มนี้ให้พลังงานและไฟเบอร์ วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ปริมาณพลังงานที่แต่ละคนต้องการจะแตกต่างกันตามอายุ น้ำหนัก และระดับของกิจกรรมที่ปฏิบัติ ปรกติแล้วเราควรทานข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว 6-7 หน่วยบริโภค

ผลไม้

* ความต้องการแร่ธาตุและวิตามินแทบทุกชนิดจะเพิ่มสูงมากในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งแร่ธาตุและวิตามินเหล่านี้ มีความจำเป็นเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น การสร้างโลหิต และการสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ผลไม้คือแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุที่ดี นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์อีกด้วย ควรทานวันละ 2 หน่วยบริโภค

ผัก

* ผักก็เป็นแหล่งวิตามิน เกลือแร่และไฟเบอร์ที่ดีเช่นเดียวกับผลไม้ ควรทานวันละ 2 หน่วยบริโภค และอย่างน้อยใน 1 หน่วยนั้นควรเป็นผักใบเขียว เช่น ผักโขมหรือผักคะน้า เพื่อที่จะได้รับกรดโฟลิคอย่างเพียงพอ

เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์

* อาหาร ในหมู่นี้ให้โปรตีนซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมส่วนที่ สึกหรอ เช่น เนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นกล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด ตา และผิวหนัง คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องการโปรตีนมากกว่าปรกติ เพื่อนำไปสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย อย่างไรก็ตาม ในสังคมปัจจุบันที่คนเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีนี้ การขาดโปรตีนเป็นสิ่งที่พบได้น้อยมาก

* คุณแม่ควรทานโปรตีน 2 หน่วยบริโภคทุกวัน พยายามทานโปรตีนที่มาจากพืชให้ได้อย่างน้อย 1 หน่วยบริโภค เช่น เต้าหู้หรือถั่วเลนทิล เป็นต้น

ความต้องการสารอาหารเพิ่มเติม

ธาตุเหล็ก

* ธาตุ เหล็กเป็นสารอาหารที่จำเป็นในระหว่างตั้งครรภ์เพื่อป้องกันคุณแม่จากโรค โลหิตจาง (ภาวะที่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงหรือที่เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ฮีโมโกลบิน ในกระแสเลือดไม่เพียงพอ) คุณแม่ที่มีภาวะโลหิตจางจะดูซีดเซียวและรู้สึกเหนื่อยง่าย

* การทานธาตุเหล็กเพิ่มเติมจะช่วยสะสมธาตุเหล็กให้กับลูกน้อย เพื่อที่จะช่วยให้ลูกน้อยมีเก็บสะสมไว้ใช้ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต ธาตุเหล็กพบได้ในตับ เนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักใบเขียว และไข่

กรดโฟลิค

* กรดโฟลิคเป็นสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ เซลล์คือพื้นฐานของเนื้อเยื่อต่างๆ ในเมื่อกรดโฟลิคมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเลือด ดังนั้น การขาดกรดโฟลิคจึงอาจทำให้คุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง กรดโฟลิคพบได้ในผักใบเขียว ตับ สารสกัดจากยีสต์ ไข่ ถั่ว ธัญพืชเต็มเมล็ดและส้ม

วิตามิน ซี

* เราต้องการวิตามินซีทุกวัน เพราะร่างกายของเราเก็บสะสมวิตามินนี้ไว้ไม่ได้ วิตามินซีช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรจำก็คือ วิตามินซีและกรดโฟลิคจะถูกทำลายได้อย่างง่ายดายจากการปรุงอาหารและความร้อน วิตามินซีสามารถพบได้ในผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะส้ม ฝรั่ง มะละกอ ผลกีวี มะนาว และผักต่างๆ

* เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินซี ควรหลีกเลี่ยงการเก็บผักและผลไม้ไว้เป็นเวลานานๆ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการปอกและหั่นผลไม้ทิ้งไว้นานๆ เพราะวิตามินซีจะสลายได้เมื่อสัมผัสกับอากาศเป็นเวลานาน

* ผักต่างๆ ควรทำให้สุกโดยใช้น้ำน้อยเพื่อป้องกันสารอาหารที่ละลายน้ำได้ เช่นวิตามินซี ไม่ให้ละลายไปกับน้ำที่ใช้ปรุงอาหาร และควรใช้เวลาในการปรุงอาหารให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

แคลเซียม

ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น ร่างกายของคุณแม่ต้องการแคลเซียมมากขึ้นเพื่อรักษาระดับแคลเซียมที่เก็บสะสม ไว้และเพื่อการพัฒนากระดูกและฟันของลูกน้อยในครรภ์ ความต้องการแคลเซียมในระหว่างตั้งครรภ์คือ 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งได้จากการดื่มนมและอาหารทดแทนนมวันละ 2 – 4 แก้ว

การเพิ่มน้ำหนักตัว

คุณแม่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนักตัวมากเกินควรในระหว่างตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น ร่างกายจะต้องการพลังงานเพิ่มเติมจากเดิมวันละ 300 แคลอรี่

คุณแม่จะได้รับพลังงานเพิ่มเติม 300 แคลอรี่นี้จากการทานข้อหนึ่งข้อใดดังต่อไปนี้

* ขนมปังทาชีสและมาการีน 2 แผ่น
* ข้าวสำหรับอาหารกลางวันและอาหารเย็นเพิ่มอีก ½ จาน
* ขนมปังแกงกระหรี่ไก่ 1 ชิ้นและเต้าฮวยหนึ่งชาม

คุณ แม่ไม่จำเป็นต้องคำนวณปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน คุณแม่ควรใช้น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาเป็นแนวทางแทน คุณแม่ควรตั้งเป้าเฉลี่ย 0.45 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ในระหว่างเดือนที่ 4 ถึงเดือนที่ 9 ซึ่งน้ำหนักเพิ่มรวมทั้งหมดจะอยู่ที่ 11-15 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่มีน้ำหนักเกินอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ก็ควรมีน้ำหนักเพิ่มเพียงแค่ 6-9 กิโลกรัมก็พอ

ควรจำกัดอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลูกอมหรือน้ำหวานเพื่อเป็นการควบคุมน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินควร และควรลดปริมาณไขมันด้วยการทานอาหารทอด ช็อคโกแลตและขนมหวานให้น้อยลง อีกวิธีในการลดปริมาณไขมันที่ทานเข้าสู่ร่างกายคือ ควรลอกหนังและไขมันของสัตว์ปีกออก และลอกชั้นไขมันออกจากเนื้อก่อนรับประทาน ควรทานก๋วยเตี๋ยวน้ำแทนก๋วยเตี๋ยวผัด และทานอาหารต้ม นึ่ง หรือย่างแทนที่จะเป็นอาหารทอด

แนวทางการรับประทานอาหาร


คลิกที่รูปเพื่อดูรายละเอียด


ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Sunday, June 14, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

Posted by wittybuzz at 5:47 AM 0 comments

คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีปัญหาใดๆ เลยในระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม มีคุณแม่เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่มีอาการแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ เราพยายามค้นหาอาการแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยและนำมารายงานให้คุณแม่ทราบโดยย่อๆ หากต้องการข้อมูลหรือคำแนะนำเพิ่มเติม ควรไปปรึกษาแพทย์

การตั้งครรภ์นอกมดลูก

การตั้งครรภ์นอกมดลูกนี้จะเกิดเมื่อไข่ที่ได้รับการผสมแล้วฝังตัวอยู่ในท่อ นำไข่แทนที่จะฝังตัวในมดลูก การตั้งครรภ์นอกมดลูกนี้พบได้น้อย แต่หากทิ้งไว้ไม่รักษา ก็จะมีผลร้ายแรงได้ หากไม่ตรวจพบอาการนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ อาจทำให้ท่อนำไข่ฉีกขาดได้ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อย่างน้อยที่สุดคุณแม่ก็จะอาจมีปัญหาในการมีบุตรในอนาคต หรืออาจถึงขนาดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

อาการ

หากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ในทันที

* เจ็บปวดปานกลางหรือรุนแรงบริเวณหน้าท้องโดยเริ่มที่ข้างใดข้างหนึ่ง อาการปวดนี้อาจลามไปทั่วทั้งบริเวณหน้าท้องได้
* มีเลือดออกเล็กน้อยจนถึงมาก
* มีอาการคลื่นไส้อาเจียน
* รู้สึกอ่อนล้า วิงเวียนและเป็นลม

การวินิจฉัย

หากแพทย์สงสัยว่าคุณตั้งครรภ์นอกมดลูก แพทย์อาจสั่งให้เข้ารับการตรวจบางอย่างต่อไปนี้

* ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ hCG หากระดับ hCG ไม่เพิ่มขึ้นหรือมีระดับลดลง แสดงว่าครรภ์อาจผิดปรกติ
* อัลตร้าซาวนด์เพื่อดูว่าเห็นถุงน้ำคร่ำอยู่ในมดลูกหรือว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในท่อนำไข่
* การส่องกล้องเป็นเครื่องมือวินิจฉัยขั้นสุดท้ายซึ่งช่วยให้แพทย์มองเห็นท่อนำไข่ได้โดยตรง

การรักษา

โชคร้ายที่การตั้งครรภ์นอกมดลูกมักจะต้องนำเอาทารกในครรภ์ออกด้วยการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันความสามารถในการมีบุตรในอนาคตของคุณแม่ ไว้ แม้ว่าจะทำไม่ได้เสมอไปก็ตาม หลังการผ่าตัดคุณแม่อาจได้รับการตรวจเลือดและต้องไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่า เนื้อเยื่อจากการตั้งครรภ์ได้ถูกนำออกไปจนหมดแล้ว

หลังจากการตั้งครรภ์นอกมดลูกแล้ว เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ในอนาคต ขอแนะนำว่าคุณแม่ควรทำอัลตร้าซาวด์ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6-8 สัปดาห์เพื่อหาตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำ

นอกจากต้องเสียลูกไปแล้ว คุณแม่ยังอาจต้องรับมือกับความเครียดเนื่องจากความสามารถในการมีลูกในอนาคต จะลดลง คุณแม่และสามีอาจรับมือกับเรื่องนี้ต่างกัน และอาจต้องไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ

ข้อมูลเพิ่มเติม

* รายงานโดย ดร. เอริค เดเทอร์
* เว็บไซต์ Estronaut

โรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์

ในระหว่างการตั้งครรภ์นั้น ร่างกายของคุณแม่จะสร้างฮอร์โมนขึ้นมาหลากหลายชนิด บางครั้งฮอร์โมนเหล่านี้จะไปทำให้การผลิตอินซูลินในร่างกายผิดปรกติไป และทำให้คุณแม่เป็นโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ได้ ผลของโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์นี้อาจทำให้ลูกน้อยเกิดมามีระดับน้ำตาลใน เลือดต่ำ ซึ่งมักจะได้รับการรักษาโดยเร็วหลังคลอด มีหลักฐานสนับสนุนว่าคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักตัวมากกว่าคุณแม่ที่ไม่ได้เป็นเบา หวาน ผลที่ตามมาก็คือ คุณแม่อาจจะต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด แม้ว่าจะไม่จำเป็นเสมอไปก็ตาม

อาการ

หากมีอาการดังต่อไปนี้ คุณอาจเป็นโรคเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ก็ได้

* หิวและกระหายมากเกินควร
* ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่สี่ถึงเดือนที่หกซึ่งเป็นเวลาที่คุณแม่ควรจะมีอาการปัสสาวะบ่อยลดลงแล้ว)
* ความดันโลหิตสูงขึ้น
* มีอาการติดเชื้อในช่องคลอดเป็นๆ หายๆ

การวินิจฉัย

คุณแม่ทุกท่านจะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ หรือการตรวจความทนทานต่อเบาหวานเมื่ออายุครรภ์ได้ 24-26 สัปดาห์ หากผลการตรวจผิดปรกติ คุณแม่จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจอื่นๆ ต่อไป

การรักษา

* เมื่อไปพบนักโภชนาการ คุณแม่จะได้เรียนรู้วิธีการควบคุมระดับน้ำตาลโดยการปรับเปลี่ยนอาหาร
* นอกจากนี้ คุณแม่จะต้องตรวจเลือดตามเวลาที่กำหนดตลอดทั้งวันเพื่อตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือด
* หากการปรับเปลี่ยนอาหารไม่สามารถควบคุมอาการเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ได้ คุณแม่ก็อาจจำเป็นต้องฉีดอินซูลินตลอดระยะเวลาตั้งครรภ์ที่เหลือ
* อาการเบาหวานในขณะตั้งครรภ์มักจะหายไปหลังคลอด

การแท้งบุตรและทารกเสียชีวิตในครรภ์

คำว่า “การแท้งบุตร” ใช้อธิบายการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ก่อนมีอายุได้ 20 สัปดาห์ และคำว่า “ทารกเสียชีวิตในครรภ์” ใช้อธิบายการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ที่อายุเกินกว่า 20 สัปดาห์

ตามสถิติแล้ว การแท้งบุตรส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นใน 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์และมักจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์

การแท้งในระยะหลังมักเกิดจากปากมดลูกที่ไม่สมบูรณ์เริ่มขยายก่อนเวลาอันควร รกที่ไม่เพียงพอก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการแท้งได้ ซึ่งรกให้ออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอแก่ทารกในครรภ์

อาการ

* มีร่องรอยหรือมีเลือดไหลออกจากช่องคลอด
* ปวดท้องขนาดปานกลางจนถึงขึ้นรุนแรง
* วิงเวียนศีรษะ
* มีไข้สูง

การวินิจฉัย

แพทย์อาจให้คุณแม่ทำอัลตร้าซาวด์เพื่อประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์ ซึ่งอาจเป็นอัลตร้าซาวด์ภายนอกหรือภายในก็ได้ขึ้นอยู่กับระยะของการตั้ง ครรภ์
นอกจากนี้ แพทย์อาจทำการตรวจเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนอีกด้วย

การรักษา

อาจ ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ หากคุณแม่แท้งบุตรในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ เนื่องจากร่างกายของคุณแม่น่าจะขับของเสียที่อยู่ภายในมดลูกออกมาได้เองตาม ธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม หากมดลูกไม่ขับของเสียออกตามธรรมชาติ ก็อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดที่เรียกว่าการขูดมดลูกเพื่อจะนำสิ่งที่ตก ค้างอยู่จากการตั้งครรภ์ออก

หากปากมดลูกคุณแม่ไม่แข็งแรง ก็อาจจำเป็นต้องเย็บปากมดลูกเพื่อป้องกันไม่ให้ปากมดลูกขยายตัวมากขึ้น
แม้ว่าคุณแม่ส่วนใหญ่จะไม่มีผลกระทบทางร่างกายในระยะยาวจากการแท้งบุตร แต่ไม่ควรมองข้ามผลกระทบทางด้านจิตใจ คุณแม่และสามีอาจมีวิธีรับมือกับผลกระทบทางจิตใจจากการสูญเสียลูกแตกต่างกัน และการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็อาจเป็นประโยชน์ก็ได้

ภาวะตับผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์

ภาวะตับผิดปกติใน ระหว่างตั้งครรภ์เป็นอาการที่พบได้ยากและคุณแม่จะมีอาการคันมาก ตับที่ทำงานได้ตามปกติจะสร้างน้ำดีที่เคลื่อนที่ผ่านลำไส้และช่วยในการย่อย อาหาร ในผู้ที่มีอาการภาวะตับผิดปกติในระหว่างตั้งครรภ์ น้ำดีจะมีปริมาณมากและก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษได้ และน้ำดีจะเข้าสู่กระแสเลือดของคุณแม่และก่อให้เกิดอาการดังต่อไปนี้ สิ่งสำคัญก็คือ ควรตรวจอาการนี้ให้พบ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะมีอายุครรภ์เกิน 36 สัปดาห์

อาการ

* อาการคันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งอาการคันอาจเป็นอาการเพียงอย่างเดียวที่ปรากฏให้เห็นก็ได้
* อาการคันมักจะรุนแรงยิ่งขึ้นในเวลากลางคืน
* อาการคันอาจลามไปทั่วร่างกาย
* ดีซ่าน
* ปัสสาวะมีสีเข้ม
* อุจจาระมีสีซีด
* อาการเหล่านี้อาจพบเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในท้องหลังๆ

การวินิจฉัย

* มักจะใช้วิธีตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ทิ้ง
* การตรวจเลือดซึ่งควรรวมการตรวจน้ำดีและการทำงานของตับด้วย
* หากตรวจพบผลเป็นลบในครั้งแรกและยังคงมีอาการคันอยู่ ควรตรวจซ้ำ

การรักษา

* แพทย์ทำอะไรได้ไม่มากในการรักษาอาการนี้ คุณแม่บางท่านรายงานว่าอาการบรรเทาลงได้โดยการใช้การรักษาแบบ Homeopathic Therapy
* เป็นไปได้มากที่คุณแม่จะได้รับการกระตุ้นให้คลอดเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 36-38 สัปดาห์ เพื่อให้มีโอกาสคลอดได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด
* หลังการคลอดลูกน้อยแล้ว อาการจะหายไปค่อนข้างรวดเร็วและการทำงานของตับจะกลับสู่สภาวะปรกติ อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจเลือดหลังคลอดเพื่อยืนยันว่าหายเป็นปกติดีแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม

คุณแม่กับอาการคันๆ กลุ่มสนับสนุนและแหล่งข้อมูลออนไลน์

ภาวะรกเกาะต่ำ

ภาวะรกเกาะต่ำคือคำที่ใช้อธิบายภาวะที่รกอยู่ในตำแหน่งครึ่งล่างของมดลูก คุณแม่หลายท่านได้รับแจ้งในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกๆ ว่าคุณแม่มีภาวะรกเกาะต่ำ แต่ประมาณร้อยละ 95 ของกรณีทั้งหมด รกจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ครึ่งบนของมดลูกได้เองตามธรรมชาติในช่วงที่สองของการ ตั้งครรภ์
ภาวะรกเกาะต่ำมีความรุนแรงหลายระดับ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าแพทย์จะให้การรักษาอย่างไร

* ภาวะรกเกาะต่ำอย่างสมบูรณ์คือการที่รกปิดปากมดลูกสนิท
* ภาวะรกเกาะต่ำบางส่วนคือการที่รกปิดปากมดลูกบางส่วน
* ภาวะรกเกาะต่ำเล็กน้อยคือการที่รกเพียงแค่สัมผัสกับปากมดลูก

หากรกปิดปากมดลูกสนิทหรือปิดบางส่วน คุณแม่ก็อาจไม่สามารถคลอดลูกตามธรรมชาติได้

อาการ

คุณแม่คงจะทราบภาวะของตัวเองก่อนที่อาการจะปรากฏขึ้นจนเด่นชัด

* อาจมีเลือดไหลออกมาเองก่อนที่จะเริ่มเจ็บท้องคลอด
* เลือดที่ไหลออกมามักจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ซึ่งเลือดอาจไหลออกมาได้เมื่อยกของ จาม ไอ หรือมีเพศสัมพันธ์
* หากมีเลือดออกไม่ว่าจะเวลาใดก็ตามในระหว่างตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ

การวินิจฉัย

ภาวะรกเกาะต่ำนี้มักจะตรวจพบในระหว่างการตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงการตรวจภายใน เนื่องจากอาจทำให้มีเลือดออกมากขึ้น

การรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยที่คุณแม่อาจได้รับคำแนะนำดังต่อไปนี้

* ระมัดระวังในการปฏิบัติกิจกรรมทางกายต่างๆ
* พักผ่อนให้มากๆ
* ควรตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อติดตามผลเมื่ออายุครรภ์ได้ 28-34 สัปดาห์เพื่อประเมินดูว่ารกมีการเคลื่อนที่หรือไม่
* อาจถูกจำกัดให้นอนพักอยู่แต่บนเตียงเท่านั้น
* อาจต้องเข้าพักในโรงพยาบาล โดยที่คุณแม่และลูกน้อยในครรภ์จะได้รับการตรวจและเฝ้าระวัง
* มีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด โดยที่แพทย์จะพยายามทุกวิถีทางเพื่อเลื่อนการคลอดออกไปจนผ่านสัปดาห์ที่ 37

ข้อมูลเพิ่มเติม

* ช่องเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า “ภาวะรกเกาะต่ำ”

ภาวะรกลอกตัว

คือภาวะที่รกแยกตัวหรือลอกตัวออกจากมดลูก คุณแม่จะมีเลือดออกอย่างมากเข้าสู่มดลูกหรือออกจากช่องคลอด ซึ่งจะทำให้เด็กขาดออกซิเจนและสารอาหาร แม้ว่าภาวะรกลอกตัวนี้จะพบได้ยาก แต่ก็มีความรุนแรงมาก

อาการ

* มดลูกบีบตัว
* เจ็บและปวดบริเวณท้อง
* เด็กในครรภ์ขาดออกซิเจน
* คุณแม่อาจมีอาการช็อค
* มีเลือดออกภายในหรือออกจากช่องคลอด

การวินิจฉัย

ภาวะรกลอกตัวมักยืนยันได้จากการตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์

การรักษา

เป็นที่ค่อนข้างแน่นอนว่าคุณแม่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้รับการเฝ้าติดตาม นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องทำคลอดเร็วขึ้นโดยการผ่าตัด

ภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์

ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นอาการร้ายแรงในการตั้งครรภ์และหากไม่รักษา ก็อาจนำไปสู่ภาวะรกล้มเหลวและทำให้เกิดอาการชักได้ ซึ่งการชักอาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุก หมดสติและอาจเสียชีวิตได้ อาการของคุณแม่ไม่น่าจะรุนแรงจนถึงขั้นนั้น เนื่องจากแพทย์หรือพยาบาลควรจะสามารถจับสัญญาณเตือนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จากการตรวจครรภ์ตามปกติ

อาการ

* มือ เท้าและใบหน้าบวมอย่างเฉียบพลันและรุนแรง
* ความดันโลหิตสูง
* ปวดศีรษะ
* วิงเวียน
* เป็นไข้
* หงุดหงิดง่าย
* สายตาพร่ามัว
* ปัสสาวะลดลง
* ปวดท้อง

การวินิจฉัย

มีแนวโน้มว่าแพทย์หรือพยาบาลจะตรวจจับสัญญาณเตือนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จากการตรวจครรภ์ตามปกติ โดยการตรวจ

* ความดันโลหิต
* ระดับโปรตีนในปัสสาวะ

ภาวะ ความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างทันทีทันใด ดังนั้น คุณแม่จึงควรรับทราบถึงอาการต่างๆ และควรแจ้งให้แพทย์ในทราบทันทีหากสงสัยว่ามีอาการผิดปรกติใดๆ เกิดขึ้น

การรักษา

* หากอาการเป็นไม่มาก คุณแม่ต้องพักผ่อน
* อาจต้องทานยา
* อาจต้องเข้าโรงพยาบาล
* อาจจำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอดก่อนกำหนด

ข้อมูลเพิ่มเติม

# ห้องปฏิบัติการวิจัยภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์

การคลอดก่อนกำหนด

จะถือได้ว่าลูกน้อยคลอดก่อนกำหนด หากคุณแม่คลอดก่อนที่จะตั้งครรภ์ครบ 37 สัปดาห์

เด็ก ที่คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะมีอาการแทรกซ้อนบางอย่างซึ่งเป็นผลจากการพัฒนา ที่ยังไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ด้วยการดูแลรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านทารกแรกเกิด อัตรารอดชีวิตของเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคลอดก่อนกำหนดไม่เพียงแต่เป็นการบั่นทอนสภาพร่างกาย เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องสะเทือนจิตใจด้วยเช่นกัน คุณพ่อและคุณแม่ส่วนใหญ่เคยพบเจอประสบการณ์นี้มาก่อนจะแนะนำว่าให้หากำลังใจ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปัญหาเรื่องกลุ่มเลือด

ปัญหา นี้มักมีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ที่สองเป็นต้นไปมากกว่าการตั้งครรภ์ครั้งแรก อาการแทรกซ้อนสามารถเกิดขึ้นได้หากคุณแม่และสามีมีรีซัสแฟกเตอรในเลือดที่ ต่างกัน คุณแม่จะได้รับการตรวจหาค่ารีซัสแฟกเตอรในการตรวจเลือดตามปกติในระหว่าง ตั้งครรภ์ระยะแรกๆ หากคุณแม่มีค่า Rh เป็นลบ (Rh-) ก็จะต้องทดสอบหาค่า Rh แฟกเตอรของสามีเพื่อดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ หากสามีมีค่า Rh เป็นบวก (Rh+) มีแนวโน้มว่าลูกจะมีค่า Rh+ ด้วยเช่นกันและจะไม่เข้ากับกลุ่มเลือดของคุณแม่ ร่างกายของคุณแม่จะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมเมื่อเลือดของ คุณแม่สัมผัสกับเลือดของลูก (มักจะเกิดขึ้นระหว่างการคลอดลูกครั้งแรก)

ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปจะมีโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้นได้ เพราะร่างกายของคุณแม่จะพยายามต่อต้านเซลล์เม็ดเลือดแดงของลูก

การรักษา

โชคดีที่ปัญหาเรื่องกลุ่มเลือดนี้รักษาได้ง่าย.

หากคุณแม่มีค่า Rh- คุณแม่จะได้รับการฉีด Anti-D เป็นประจำ ซึ่งจะไปทำลายภูมิต้านทานที่ร่างกายอาจสร้างขึ้นในกระแสเลือดหลังจากการตั้ง ครรภ์ครั้งแรก

สำหรับการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปนั้น คุณแม่จะได้รับการตรวจเลือดตั้งแต่เนิ่นๆ ว่ามีภูมิคุ้มกันหลงเหลืออยู่หรือไม่ คุณแม่อาจได้รับการตรวจเลือดเป็นประจำตลอดการตั้งครรภ์เพื่อให้แน่ใจว่าร่าง กายของคุณแม่ไม่สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาอีก

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร

หากคุณแม่มีอาการใดอาการหนึ่งดังต่อไปนี้ คุณควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในทันที หากไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ ก็ควรไปยังแผนกฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ที่สุดหรือโทรเรียกรถฉุกเฉิน

* มีเลือดออกหรือมีสารคัดหลั่งออกจากช่องคลอดซึ่งผิดปรกติ
* หากสงสัยว่าถุงน้ำคร่ำแตก
* มีอาการปวดศีรษะบ่อยและรุนแรง
* หากปัสสาวะแล้วเจ็บปวดหรือแสบร้อน
* คลื่นไส้หรืออาเจียนอย่างรุนแรงและอย่างต่อเนื่อง
* มีอาการปวดท้องหรือเป็นตะคริวที่ท้อง
* เวียนศีรษะหรือเป็นลมบ่อย
* สายตาพร่ามัว เห็นแสงสีขาวหรือแสงวูบวาบ หรือมีจุดในตาด้านหนา
* มือ เท้า และหน้าบวมเฉียบพลัน
* หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นที่บริเวณท้อง
* หากสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีการเคลื่อนไหวน้อยลงอย่างมาก
* มีไข้สูงเกินกว่า 38 องศาเซลเซียสเมื่อวัดทางปาก
* มีอาการที่คุณแม่รู้สึกวิตกกังวลและต้องการคำแนะนำทางจากแพทย์

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Saturday, June 13, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - อาการแพ้ท้อง

Posted by wittybuzz at 1:21 AM 0 comments

คุณแม่รู้สึกพะอืดพะอมหรือเปล่า อาการไม่สบายจะทำให้ความตื่นเต้นและความสุขในการตั้งครรภ์จางหายไปอย่างแน่ นอน และยังอาจทำให้ไปทำงานลำบากอีกด้วย พยาบาลผดุงครรภ์ เลสลี่ย์ ฮ็อบส์ ได้พิจารณาถึงปัญหานี้ และมีข้อแนะนำในการรับมือกับอาการแพ้ท้องมาฝากคุณแม่ด้วย

บางครั้งคุณแม่อาจรู้สึกว่า “อาการแพ้ท้อง” เป็นเรื่องน่ากังวลใจมาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ อาการแพ้ท้องนี้จัดอยู่ในประเภท “อาการไม่สบายเล็กน้อยในระหว่างตั้งครรภ์” แต่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับคุณแม่ที่ต้องทนกับอาการแพ้ท้องวันแล้ววัน เล่า

อย่างไรก็ดี ข่าวดีก็คือว่า การแพ้ท้องไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพครรภ์ของคุณแม่หรือสุขภาพของลูกน้อยใน ครรภ์ ที่จริงแล้ว แพทย์และพยาบาลถือว่าอาการแพ้ท้องเป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์ที่แข็งแรง สมบูรณ์ดี

การรับมือกับอาการคลื่นเหียนและการอาเจียนเป็นระยะๆ เป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์ในขณะที่ตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม มีเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์บางอย่างที่คุณแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้

* ทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง หากจำเป็นก็ให้ทานทุกๆสองชั่วโมง อย่าปล่อยให้ท้องว่าเป็นเวลานานกว่านี้
* ควรเลือกทานขนมปังปิ้ง และบิสกิตแบบไม่มีไส้เป็นของว่าง เช่น ยี่ห้อ Milk Arrowroots หรือ Water Crackers
* การทานผลไม้และอาหารอร่อยๆ ดีกว่าการทานของหวาน
* แม้ว่าจะทานอาหารมื้อละน้อยๆ แต่ก็อย่าลืมทานโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้มากๆ

คุณ แม่อาจรู้สึกว่าอยากทานคาร์โบไฮเดรต หากเป็นเช่นนั้น ก็ควรทานคาร์โบไฮเดรตให้มากๆ เพราะร่างกายคนเรา มักจะรู้ว่าเราต้องการอะไร อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้แก่ ขนมปัง ขนมปังกรอบ และอาหารจำพวกแป้งอื่นๆ เช่น พาสต้าและข้าว

เป็นที่รู้กันว่าขิงมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันการอาเจียน ซึ่งหมายความว่าขิงจะช่วยป้องกันไม่ให้คุณแม่อาเจียนได้ เป็นอย่างดี คุณแม่สามารถหาทานได้ในบิสกิตขิง น้ำขิงและชาขิง คุณแม่อาจหาซื้อชาขิงที่ทำเป็นถุงสำเร็จรูปหรือจะนำขิงสดมาขูด นำไปต้มแล้วเติมน้ำผึ้งตามความชอบก็ได้

หากคุณแม่ต้องการทดลองวิธีการแบบร่วมสมัยละก็ การฝังเข็ม การกดจุด การนวดสไตล์ชิอัตซึและการใช้สมุนไพร บำบัดเป็นวิธีรักษาทางเลือกซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ามีประโยชน์สำหรับคุณแม่ที่ มีอาการแพ้ท้อง คุณแม่ควรไปพบ ผู้ชำนาญการที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและมีประสบการณ์ในด้านนั้นๆ

ไม่ว่าคุณแม่จะเลือกใช้วิธีไหนก็ตาม วิธีหลักๆ ที่คุณแม่ควรปฏิบัติได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำเปล่ามากๆ ควรเชื่อมั่นในความจริงที่ว่าสำหรับคุณแม่ส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้ท้องนี้จะหายไปในที่สุด ซึ่งปรกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 14 สัปดาห์ หากคุณแม่รู้สึกว่ารับอาการแพ้ท้องไม่ไหว ก็ควรไปปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเพื่อดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Friday, June 12, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - อาการไม่สบายทั่วไป

Posted by wittybuzz at 4:01 AM 0 comments

อาการไม่สบายโดยทั่วไปจากการตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง

ปัญหาของอาการไม่สบายส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายและร่างกายมีแรงตึงมาก ขึ้น โดยปรกติแล้ว อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ชั่วคราวและจะทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเพียงเล็กน้อยและ สามารถรักษาได้ง่าย

อาการปวดหลัง

* หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการใส่รองเท้าส้นสูง ควรหนุนหลังด้วยหมอนรอง คุกเข่าลงโดยใช้มือและเข่าทั้งสี่ข้างค้ำตัวไว้และโยกไปมาซ้ายขวา จะช่วยผ่อนคลายแรงกดทับที่บริเวณหลังได้

อาการบวมน้ำ

* อาการนี้เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ ซึ่งการยืนเป็นเวลานานๆ จะทำให้อาการแย่ลง สิ่งสำคัญก็คือ คุณแม่ควรจำไว้ว่าการจำกัดการดื่มน้ำไม่ใช่กุญแจสำคัญในการป้องกันไม่ให้ เกิดอาการบวมน้ำ คุณแม่ควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรและควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และโคล่า เนื่องจากคาเฟอีนที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อวิตามินใน อาหาร โดยเฉพาะวิตามินซี คุณแม่บางท่านรู้สึกดีขึ้นเมื่อทานเกลือและผงชูรสน้อยลง

อาการท้องผูก

* ควรทานอาหารที่มีกากและดื่มน้ำมากๆ

อาการหน้ามืดเป็นลม

* อาการ นี้เกิดจากความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ การลุกขึ้นยืนเร็วๆ และการได้รับความร้อนมากเกินไปโดยเฉพาะในเวลาอาบน้ำ

อาการจุกเสียดท้อง / อาหารไม่ย่อย

* รู้สึกเจ็บและแสบร้อนในหน้าอกหรือมีกรดไหลย้อนในลำคอ ควรทานอาหารน้อยๆ แต่บ่อยๆ และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือมันจัดและเครื่องดื่มที่เย็นจัด การดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟและช็อคโกแล็ตอาจทำให้อาการแย่ลง ควรนั่งตัวตรงและใช้หมอนหนุนตัวไว้ในเวลากลางคืน

อาการแพ้ท้อง

* เป็นอาการปรกติโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกๆ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาการนี้เกิดขึ้นเวลาใดก็ได้และมักจะหายไปเองภายใน 14 สัปดาห์ สาเหตุหลักๆ อย่างหนึ่ง ได้แก่ มีน้ำตาลในเลือดต่ำ ดังนั้น คุณแม่จึงควรทานคาร์โบไฮเดรตให้มากๆ โดยทานน้อยๆ แต่บ่อยๆ ขนมปังปิ้ง และแคร็คเกอร์หรือบิสกิตสักชิ้นจะช่วยให้สบายท้องได้ หรือเลือกทานอาหารที่มีส่วนผสมของขิงแทนก็ได้

ริดสีดวงทวาร

* เกิด จากเส้นเลือดบริเวณทวารหนักขยายตัว และอาจเจ็บปวด คันและไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก อาการนี้มักจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่สามเป็นต้นไป คุณแม่ควรทานอาหารที่มีกากใยสูงและควรดื่มน้ำมากๆ หรือหากเกิดอาการริดสีดวงทวารแล้ว แพทย์อาจจ่ายยาเหน็บและครีม เช่น อนูซอล เพื่อช่วยบรรเทาอาการ

อาการนอนไม่หลับ

* อาการนี้อาจเกิดขึ้นจากความวิตกกังวล แสบร้อนในทรวงอก การที่ลูกน้อยกดทับกระเพาะปัสสาวะหรืออาการจุกเสียดท้อง การดื่มนมร้อนๆ และการอาบน้ำอุ่นอาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้

ผิวแตกลาย

* เป็น รอยแตกเป็นเส้นสีแดงนูนบริเวณเต้านม หน้าท้อง น่อง หรือก้น ซึ่งรอยแตกลายเหล่านี้มักจะเป็นอย่างถาวร และอายุหรือกรรมพันธุ์ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยแตกลายได้ ครีมบางชนิดหรือโกโก้บัตเตอร์อาจช่วยได้บ้าง

อาการปวดเต้านม

* การสวมยกทรงที่รองรับได้ดีจะช่วยได้ เพราะร่างกายของคุณแม่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูกน้อย

ช่องคลอดติดเชื้อรา

* เป็นการติดเชื้อยีสต์ ซึ่งผู้หญิงร้อยละ 75 จะติดเชื้อนี้ หากพบว่าติดเชื้อนี้ จำเป็นต้องรักษาโดยเร็วด้วยครีม หรือยาสอดช่องคลอด

ปัญหาในการปัสสาวะ

* เกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและลูกน้อยกดทับกระเพาะปัสสาวะและอุ้งเชิงกราน อาการอาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวเราะ จาม หรือวิ่ง การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานในระหว่างและหลังตั้งครรภ์จะช่วยได้

การตกขาว

* คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จะตกขาวมากขึ้น ปรกติแล้วตกขาวจะมีสีขาวและใส

เส้นเลือดคอด

* เป็นอาการเส้นเลือดโป่งรอบๆ น่อง หลัง ขา หรือโคนขา ซึ่งอาจบรรเทาอาการได้โดยอย่ายืนเป็นเวลานานๆ และออกกำลังกายเป็นประจำ

ที่มา : เคเคเฮทดอทคอมดอทเอสจี

Thursday, June 11, 2009

ครรภ์ของคุณแม่ - วันครบกำหนดคลอด

Posted by wittybuzz at 2:24 AM 0 comments

แผนผังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณแม่สามารถประมาณได้ว่าลูกน้อยของคุณจะถึงกำหนดคลอดเมื่อไร ก่อนอื่นให้เลือกวันที่ ประจำเดือนมาเป็นวันสุดท้ายจากตัวเลขที่เป็นตัวบาง แล้ววันครบกำหนดคลอดจะปรากฏขึ้นเป็นตัวหนาทันที วัน เหล่านี้ได้คำนวณโดยสันนิษฐานว่าคุณมีรอบเดือนตามมาตรฐานคือ 28 วัน และจำนวนสัปดาห์นี้รวมสองสัปดาห์ แรกของรอบเดือนซึ่งเป็นเวลาที่คุณยังไม่ได้ตั้งครรภ์ด้วย หากรอบเดือนของคุณต่างไปจากนี้ และคุณทราบว่าคุณตก ไข่เมื่อไร ก็เพียงแค่นับถอยกลับไปสองสัปดาห์จากวันนี้เพื่อหาวันที่มีรอบเดือนเป็นวันสุดท้าย (LMP)

การทราบวันครบกำหนดคลอดจะช่วยให้คุณแม่สามารถวางแผนเพื่อนัดสำคัญๆ สำหรับการฝากครรภ์และวางแผน เรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเพื่อจัดเตรียมชุดคลุม เช่น จะต้องเตรียมชุดคลุมท้องสำหรับฤดูร้อน หรือฤดูหนาว หรือคุณจะซื้อเสื้อผ้าประเภทไหนสำหรับลูกน้อย

อย่าลืมว่าวันครบกำหนดคลอดนี้เป็นวันครบกำหนดคลอด “โดยประมาณ” เท่านั้น ลูกน้อยจะคลอดออกมาเมื่อเขา พร้อม เด็กส่วนใหญ่จะคลอดภายใน 2 อาทิตย์ก่อนหรือหลังวันครบกำหนดโดยประมาณ คลิกที่รูปเพื่อดูวันครบกำหนดคลอดของคุณ



ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

ครรภ์ของคุณแม่

Posted by wittybuzz at 2:20 AM 0 comments

การทราบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์เป็นเรื่อง ที่น่าตื่นเต้นที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต และก็เป็นช่วงเวลาที่น่าหวาดหวั่นด้วยเช่นกัน แม้ว่าคุณแม่จะเตรียมความพร้อมมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม หลังทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้ว คุณแม่ควรเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในระหว่างตั้งครรภ์บนเส้นทางไปสู่ ความเป็นคุณแม่

เมื่อได้รับการยืนยันว่าคุณตั้งครรภ์แล้ว คุณสามารถตรวจสอบอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่คุณแม่อาจต้องเผชิญในอีกไม่กี่ เดือนข้างหน้า และเรียนรู้วิธีต่างๆ เพื่อรับมือกับอาการแพ้ท้องได้อีกด้วย

วันครบกำหนดคลอด

คุณแม่สามารถคำนวณหาวันครบกำหนดคลอดโดยประมาณ (EDD) ได้โดยใช้แผนผัง EDD...

อาการไม่สบายทั่วไป

ลิสต์อาการไม่สบายที่พบได้บ่อยซึ่งเป็นแค่ชั่วคราว อาจทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว...

อาการแพ้ท้อง

เลสลี่ ฮ็อบส์ ซึ่งเป็นพยาบาลผดุงครรภ์มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับวิธีรับมือกับอาการแพ้ท้อง...

อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

แม้ว่าการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเลยก็ตาม แต่ก็จะเป็นการดีหากรับรู้ถึง...

อาหารกับการตั้งครรภ์

อาหารที่มีโภชนาการจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกน้อยในครรภ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วยรักษา...

ว่าที่คุณแม่ออกกำลังกาย

เคล็ดลับและวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณแม่ออกกำลังกายได้อย่างปลอดภัย...

ข้อเท็จจริงและความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์

ความเชื่อที่พบได้บ่อยว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรหรือไม่ควรทำอะไร...

คำถามเกี่ยวกับการตั้ง ครรภ์ที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั่วไปในระหว่างตั้งครรภ์
 

Mama And Baby Care Copyright © 2009 Baby Shop is Designed by Ipietoon Sponsored by Emocutez