A Blogger by Beamcool

Monday, July 6, 2009

ลูกน้อยแรกเกิด - การพักในโรงพยาบาล

Posted by wittybuzz at 1:06 PM 0 comments

ระยะเวลาที่ว่าคุณแม่ต้องพักอยู่ในโรงพยาบาลนานแค่ไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่คลอดบุตรด้วยวิธีผ่าตัดหรือ คลอดตามธรรมชาติ นอกจากนี้ โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีนโยบายในการอนุญาตให้คุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ต่างกันออกไป คุณแม่ควรพิจารณาไว้ก่อนล่วงหน้าว่าคาดว่าจะต้องอยู่โรงพยาบาลนานกี่วัน คุณผู้หญิงบางคนเลือก ที่จะออกจากโรงพยาบาลค่อนข้างเร็วหลังคลอด แน่นอนว่าการจะออกจากโรงพยาบาลต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ ขณะที่บางคนอาจเลือกที่จะอยู่ที่โรงพยาบาลให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีหรือคุณแม่อาจเลือกที่จะกลับบ้านเร็วและ ให้พยาบาลผดุงครรภ์ไปเยี่ยมที่บ้านหนึ่งอาทิตย์หลังคลอด ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากคุณแม่จะ สามารถถามพยาบาลผดุงครรภ์เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกันคุณแม่กับคุณพ่อก็จะได้ปรับตัวหลัง กลับมาอยู่บ้านด้วย

ข้อมูลข่าวสาร

ขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาล คุณแม่ควรใช้ประโยชน์จากพยาบาลผดุงครรภ์และหาประสบการณ์จากพยาบาลไว้เยอะๆ ถามคำถามต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฟังคำแนะนำต่างๆ และเลือกใช้คำแนะนำที่คุณคิดว่าเป็นประโยชน์ โรงพยาบาลและศูนย์ทำคลอดบางแห่งเปิดหลักสูตรสอนการดูแลลูกน้อยเกิดใหม่ให้คุณแม่ด้วย ซึ่งรวมถึง การให้นม ลูก การอาบน้ำและการพาลูกเข้าน้อย คุณแม่ควรเข้าร่วมทุกหลักสูตรที่เปิดสอน เนื่องจากหลักสูตรเหล่านี้เป็น แหล่งข้อมูลที่สำคัญและยังช่วยกระตุ้นให้คุณแม่ลุกขึ้นเดินไปเดินมาอีกด้วย

ขั้นตอนดำเนินการ


ขั้นตอนดำเนินการของทางโรงพยาบาลอาจกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ เนื่องจากพยาบาลอาจเข้ามารบกวนบ่อยครั้งในแต่ละวัน อย่ากลัวที่จะแขวนป้าย “ห้ามรบกวน” ไว้หน้าประตูห้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่คุณแม่กำลังให้นมลูกหรือในขณะกำลังพักผ่อนสักงีบ

โภชนาการในโรงพยาบาล


โภชนาการขึ้นอยู่กับคุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของอาหารในโรงพยาบาลที่เข้าพัก คุณแม่อาจเตรียมขนมขบ เคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพไว้ในห้องด้วยก็ดีไม่น้อย คุณเพิ่งผ่านเรื่องหนักทางร่างกายมาและร่างกายอาจต้องการฟื้นฟู พลังงานขึ้นมาใหม่ ถ้าคุณกำลังให้นมลูก ร่างกายอาจรู้สึกหิวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายต้องปรับสภาพตาม ความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การให้นมลูกยังอาจทำให้คุณแม่รู้สึกกระหายน้ำมาก ดังนั้น จึงควรเตรียมน้ำ สักขวดหรือสักแก้วไว้ใกล้มือก่อนเริ่มให้นมลูก

ผู้มาเยี่ยมไข้

โรงพยาบาลส่วนมากอนุญาตให้คนรักและลูกคนอื่นๆ เข้าเยี่ยมคุณแม่เมื่อใดก็ได้ที่เขาต้องการ จริงๆ แล้ว ศูนย์ทำ คลอดและโรงพยาบาลบางแห่งอนุญาตให้คนรักของคุณค้างคืนที่โรงพยาบาลด้วยได้ ส่วนใหญ่เวลาหลังรับประทาน อาหารเที่ยงแล้ว ทางแผนกทำคลอดจะกำหนดเป็นเวลางดเยี่ยม แม้ว่าคุณอาจไม่รู้สึกว่าอยากพักผ่อน แต่ก็ควรเห็น ใจคุณแม่มือใหม่คนอื่นๆ และปฏิบัติตามกฎนี้ด้วย

ปกติแล้วเวลาเยี่ยมจะเข้มงวดพอสมควรสำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ดีเพื่อที่ว่าคุณแม่มือใหม่ ทุกท่านจะได้มีช่วงเวลาที่สงบเงียบตามที่กำหนดไว้ในแต่ละวัน ชั่งโมงที่อนุญาตให้เยี่ยมได้อาจเป็นช่วงเวลาที่แสนจะ วุ่นวาย คุณแม่อาจลองจำกัดผู้เข้าเยี่ยมคราวละสองสามคนและจัดตารางเวลาเยี่ยมอย่าให้ชนกัน

แม้ว่าดอกไม้จะเป็นของขวัญที่นิยมนำไปมอบให้กันที่โรงพยาบาล แต่คุณอาจแนะนำเพื่อนว่าอยากได้ของใช้สำหรับ เด็กมากกว่าหรือแม้แต่แนะนำว่าพวกเขาอาจร่วมสมทบทุนซื้อรถเข็นเด็กหรือเตียงเด็กอันใหม่ก็ได้ หากคุณได้รับ ดอกไม้จำนวนมาก ให้ระมัดระวังเรื่องกลิ่นของดอกไม้ด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อลูกน้อยเมื่ออยู่ในห้องที่มี เครื่องปรับอากาศ

การให้นมลูก

การเริ่มให้นมลูกอาจเป็นเรื่องลำบากและเป็นเวลาที่ละเอียดอ่อนมาก การให้นมลูกเป็นสิ่งที่คุณแม่และลูกน้อยต้อง เรียนรู้ร่วมกันเพื่อทำให้ถูกต้อง และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว การให้นมลูกก็จะเป็นเรื่องง่ายที่สุดและเป็น ประสบการณ์ที่วิเศษสุด ด้วยความปรารถนาดี พยาบาลผดุงครรภ์ประจำตัวคุณทุกคนจะความคิดเห็นจาก ประสบการณ์ของตัวเองว่าต้องทำเช่นไรถึงจะประสบความสำเร็จ พยายามอย่าให้ข้อมูลต่างๆ ครอบงำคุณ ขอให้รับ ฟังข้อมูลทั้งหมดไว้และจำไว้ว่าพยาบาลผดุงครรภ์เหล่านั้นไม่ได้กลับบ้านไปพร้อมกับคุณด้วย คุณจะต้องตัดสินใจ เองว่าสิ่งใดเหมาะสำหรับคุณและลูกน้อย

ภาวะซึมเศร้า

อาการ “3 วันแห่งการซึมเศร้า” เกิดจากการลดระดับลงอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนที่ช่วยหล่อเลี้ยงในระหว่างตั้งครรภ์ และเป็นเรื่องปกติของการฟื้นตัวหลังคลอด คุณแม่อาจรู้สึกอยากร้องไห้ เหนื่อยล้าเป็นพิเศษราวกับว่ายังไม่หายดี ความรู้สึกเหล่านี้จะหายไปภายในสองสามวัน หากยังไม่หาย นั่นแสดงว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลัง คลอด หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ โปรดดูที่หัวข้อสุขภาพคุณแม่หลังคลอด

การออกจากโรงพยาบาล

ก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล คุณแม่และลูกน้อยจะได้รับการตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองคนมีสุขภาพแข็งแรงดี

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Sunday, July 5, 2009

ลูกน้อยแรกเกิด - ช่วงโมงแรกหลังคลอด

Posted by wittybuzz at 9:32 PM 0 comments

ชั่วโมงแรกหลังการคลอดลูกจะเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่จะไม่มีวันลืม คุณแม่ จะมีความสุข แต่อาจจะเหนื่อยอ่อนมากเช่นกัน และถ้าคุณแม่รู้ว่าจะทำ อะไรต่อไป ก็จะช่วยได้มากทีเดียว

ลูกน้อย

ลูกน้อยอาจมองดูเหมือนถูกบีบและตัวเหี่ยวไปสักหน่อย และบางทีที่มือ และเท้าทั้งสองข้างอาจมีสีออกน้ำเงิน ผิวหนังของลูกอาจมีร่องรอยของเยื่อหุ้มตัวก่อนคลอด แต่พยาบาลอาจเช็ดเยื่อ หุ้มตัวนี้ออกอย่างรวดเร็วก่อนส่งตัวเขาให้คุณ
เขาอาจค่อนข้างตื่นตัว และตื่นอยู่ตลอดเวลา เขาอาจเริ่มควานหาหัวนมคุณแม่ นั่นหมายถึงเขาเคลื่อนไหวปากใน ลักษณะดูดเล็กน้อยโดยใช้ริมฝีปากและลิ้น และเคลื่อนไหวศรีษะไปมาราวกับว่าเขากำลังมองหาเต้านมคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นาน เขาอาจผ่อนคลาย และอาจถึงขนาดนอนหลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่คุณแม่ป้อนนมเขา เรียบร้อยแล้ว

คุณแม่

คุณแม่จะรู้สึกปลื้มใจและเหนื่อยล้าในเวลาเดียวกัน! ในบางจุด อาจจำเป็นต้องมีการเย็บแผล หากคุณแม่ต้องผ่าตัด เพื่อขยายปากช่องคลอดในการคลอดหรือมีการฉีกขาด คุณแม่อาจได้รับเครื่องดื่มบางอย่างให้ดื่ม และคนรักของคุณ จะอยากถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก! ขอให้ผ่อนคลายและสนุกกับลูกน้อยและคนรัก

หากคุณแม่ต้องใช้เวลาคลอดนานและเหนื่อยหรือมีปัญหาคลอดยาก คุณอาจรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย นอกจาก อยากนอนพักผ่อนอย่างเดียวเช่นเดียวกับลูกน้อย ซึ่งนั่นก็ไม่เป็นไร ยังมีโอกาสมากมายที่จะได้กอดลูกและจ้องมอง เขา และทำความรู้จักเขา คุณแม่ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดนี้ในช่วงสองสามชั่วโมงแรกก็ได้

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

ลูกน้อยแรกเกิด

Posted by wittybuzz at 9:00 PM 0 comments

ในที่สุดสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เฝ้าถะนุถนอมมากว่า 40 สัปดาห์ก็มาถึง ช่วงวัน และสัปดาห์แรกๆ ที่ลูกน้อยลืมตาดูโลกเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์ แต่ก็เป็น ช่วงที่เหนื่อยมากที่สุดด้วยเช่นกัน การที่ได้รู้ว่าอะไรรออยู่เบื้องหน้านั้น จะ ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและเรียนรู้ว่าจะดูแลลูกน้อยคนใหม่ อย่างไร

หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่ต้องพิจารณาคือ จะป้อนลูกน้อยอย่างไรและการได้รับรู้ว่าการเลือกของคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นสิ่ง สำคัญ เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับพื้นฐานเบื้องตื้นต่างๆ ในการดูแลลูกน้อยแรกเกิด อย่างเช่น การอาบน้ำ การ เปลี่ยนผ้าอ้อม และการดูแลรักษาสะดือของลูก

ช่วงโมงแรกหลังคลอด


คุณแม่จะมีความสุข แต่อาจจะเหนื่อยอ่อนมากเช่นกัน และถ้าคุณแม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ก็จะช่วยได้มากทีเดียว...

การพักในโรงพยาบาล

ขณะที่อยู่ที่โรงพยาบาล คุณแม่ควรใช้ประโยชน์จากพยาบาลผดุงครรภ์และหาประสบการณ์จากพยาบาลไว้เยอะๆ...

การกลับบ้าน

เราเตรียมบทความนี้ไว้เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณแม่รับมือในช่วงสองสามสัปดาห์แรกหลังคลอด...

การปรับตัวเพื่อต้อนรับ ลูกน้อย

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับว่าจะเตรียมพร้อมรับมือกับลูกน้อยอย่างไรระหว่างช่วงนี้...

Saturday, July 4, 2009

การเจ็บท้องและการคลอด - การคลอดด้วยการผ่าตัด

Posted by wittybuzz at 11:04 PM 0 comments

การคลอดด้วยการผ่าตัดหรือการผ่าตัดคลอดหมายความ ว่าแพทย์จะทำคลอดเด็กด้วยการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเปิดช่องท้องและมดลูก แล้วนำเอาเด็กออกมา

เหตุใดจึงทำเช่นนี้

หากคุณแม่ทราบล่วงหน้าว่าจะใช้วิธีผ่าตัดคลอด จะเรียกว่าการผ่าตัดแบบเลือกได้ คุณแม่สามารถตัดสินใจล่วงหน้าได้ว่าจะใช้วิธีผ่าตัดคลอดหรืออาจตัดสินใจใน ระหว่างที่เจ็บท้องคลอดก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับความจำเป็นต่างๆ คุณอาจใช้วิธีผ่าตัดคลอดเนื่องจาก

* ศีรษะของเด็กใหญ่เกินไป หรือเชิงกรานของคุณทำให้เด็กคลอดยาก
* รกอยู่ต่ำมาก (เรียกว่าภาวะรกเกาะต่ำ) ซึ่งขวางทางออกของเด็ก
* มีแฝดสองหรือแฝดสาม
* มีอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เคยได้รับการผ่าตัดช่องคลอดมาก่อน
* เด็กอยู่ในท่าซึ่งทำให้คลอดตามธรรมชาติลำบากหรือคลอดไม่ได้เลย

คุณแม่อาจต้องผ่าตัดคลอดโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า (เรียกว่าผ่าคลอดฉุกเฉิน) หลังจากที่เจ็บท้องแล้วเนื่องจาก

* เด็กตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน) และการเจ็บท้องคลอดของคุณแม่ยังไม่ถึงระยะที่จะใช้คีมช่วยดึงหรือใช้เครื่อง ดูดสุญญากาศช่วยในการคลอดได้ (คลิกที่นี่ เพื่ออ่านคำอธิบายของสิ่งเหล่านี้)
* คุณแม่มีภาวะที่เรียกว่าครรภ์เป็นพิษหรือความดันโลหิต สูงอย่างรุนแรงในระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเด็กได้ ความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์เป็นภาวะรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการตั้ง ครรภ์และสามารถส่งผลกระทบต่อทั้งแม่และเด็กได้ หากอาการพัฒนาไปเป็นครรภ์เป็นพิษ อาจต้องทำคลอดโดยเร็วหากเข้าข่ายดังต่อไปนี้
* คุณแม่มีอาการป่วยอย่างเฉียบพลันหรือมีความดันโลหิตสูงมาก
* การเจ็บท้องคลอดคืบหน้าไปช้ามาก
* คุณแม่เหนื่อยล้าเกินไป
* เด็กคลอดออกมาได้ยากเพราะท่าทางหรือตำแหน่งของเขา และคุณแม่ไม่ทราบมาก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้น

คุณแม่จะได้รับยาชาทางไขสันหลังหรือทางช่องเหนือไขสันหลังซึ่งจะให้คุณแม่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่รู้สึกถึงการ ผ่าตัด หรืออาจได้รับยาสลบ ก่อนอื่นศัลยแพทย์จะผ่าตัดเปิดช่องท้อง แล้วจากนั้นจึงผ่าตัดเปิดมดลูก โดยกรีดเป็น เส้นเหนือเส้นขนในบริเวณนั้น คุณแม่อาจรู้สึกได้ถึงแรงดึงบ้างเมื่อดึงเด็กออก ซึ่งบางครั้งอาจดึงด้วยมือ บางครั้งอาจ ใช้คีมช่วยดึง จากนั้นสายสะดือจะถูกตัดและหนีบไว้ แล้วแพทย์ก็จะส่งตัวเด็กให้คุณแม่ (นอกจากว่าคุณแม่จะอยู่ ภายใต้ฤทธิ์ยาสลบ) ต่อไปรกและเยื่อหุ้มเซลล์จะถูกขับออกมาและแพทย์ก็จะเย็บแผลให้ การผ่าตัดนำเด็กออกมานี้ จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที และใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการเย็บแผลหลังคลอด หลังการผ่าตัดคลอดแล้ว คุณ แม่จะรู้สึกเหนื่อยมากเป็นเวลาสองสามวัน และอาจรู้สึกปวดบ้าง โดยเฉพาะจากลม เช่นเดียวกับการผ่าตัดหน้าท้อง ทั่วไป นอกจากนี้ การหัวเราะหรือการไอก็ทำได้ไม่สะดวกด้วยเช่นกัน แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดบางชนิดที่ปลอดภัยใน ระหว่างให้นมบุตรแก่คุณแม่

ถาม หากมีบุตรอีกหนึ่งคน ฉันจะต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอดหรือไม่
ตอบ คงจะไม่ นอกจากว่ามีเหตุผลที่ทำให้ต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอดอีก หรือหากเด็กตัวใหญ่แต่อุ้งเชิงกรานคุณแม่เล็ก แต่การขอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จากแพทย์ท่านอื่นร่วมด้วยก็ดีไม่น้อย เนื่องจากการวินิจฉัยไม่ได้แน่นอนเสมอไป เมื่อคุณแม่เริ่มเจ็บท้องคลอด จะมีความเสี่ยงน้อยมากที่รอยแผลเป็นที่มดลูกจะแยกออก แต่ด้วยการดูแลที่เหมาะสม แพทย์จะสังเกตเห็นถึงจุดนี้ก่อนที่จะเกิดปัญหา

หลังการผ่าตัดคลอด

ในวันแรกๆ คาดได้เลยว่าจะคุณแม่จะต้องรู้สึกเหนื่อยล้า และจะต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานกว่าคุณแม่ที่คลอดตามธรรมชาติหนึ่งถึงสองวัน ต่อไปนี้คืออาการที่คาดว่าคุณแม่น่าจะรู้สึก

* รู้สึกไม่สบายจากอากาศที่กักอยู่ในท้อง
* รู้สึกเจ็บท้องบริเวณที่เย็บแผล
* การ หัวเราะหรือไออาจทำให้รู้สึกเจ็บได้ (คุณแม่จะได้รับการสาธิตให้ดูว่าจะประคองรอยแผลอย่างไรในเวลาที่หัวเราะหรือ ไอเพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดที่แผลที่อาจเกิดขึ้น)
* ต้องการความช่วยเหลือในการจัดท่าทางของลูกน้อยใน เวลาป้อนนมครั้งแรก เพื่อที่จะได้กอดเขาอย่างสบายในท่าอุ้มลูกขวางตัวคุณแม่ วางไว้ข้างตัวคุณแม่หรือท่านอน
* ในตอนแรกอาจมีการต่อท่อ ระบายเลือดขนาดเล็กซึ่งจะระบายเลือดที่อาจคั่งอยู่บริเวณใต้แผล ซึ่งท่อนี้จะถูกถอดออกภายในหนึ่งหรือสองวัน นอกจากนี้ คุณแม่ยังอาจได้รับน้ำเกลือผ่านทางเส้นเลือดที่แขน เพื่อชดเชยของเหลวที่เสียไป ในช่วงแรก คุณแม่อาจไม่สามารถลุกขึ้นเพื่อไปปัสสาวะได้ และอาจต้องใส่สายปัสสาวะหรือไม่ก็อาจใช้ถาดรองปัสสาวะก็ได้

คุณจะรู้สึกอย่างไร

บางครั้ง คุณแม่หลายท่านรู้สึกผิดหวังที่ต้องใช้วิธีผ่าตัดคลอด โดยเฉพาะเมื่อคุณแม่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า หลังจากนั้น หากลูกปกติดี คุณแม่ก็อาจรู้สึกผิดที่มีความผิดหวัง เพื่อนๆ และครอบครัวอาจคิดว่าสิ่งที่ควรกังวลเพียง อย่างเดียวก็คือสุขภาพของเด็กและหากเขาปกติดีแล้ว ทำไมถึงต้องกังวลกับวิธีที่เขาออกมาดูโลกด้วยล่ะ

แต่คุณแม่อาจรู้สึกว่าทำอะไรบางอย่างพลาดไป ดังนั้น จึงควรพูดคุยความรู้สึกเหล่านี้กับคุณสามี กับพยาบาลและกับคุณแม่ท่านอื่นๆ ที่ได้รับการผ่าตัดทำคลอด เมื่อเวลาผ่านไป คุณแม่อาจยอมรับในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ดังเช่นที่เกิดกับหลายๆ สิ่งในชีวิต หากคุณแม่ไม่ทราบว่าทำไมตัวเองถึงต้องใช้วิธีผ่าตัดทำคลอด ก็ควรถามคุณหมอ เพราะนั่นจะช่วยในด้านความรู้สึกและทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้นได้

เคล็ดลับของคุณแม่ ‘หลังการผ่าตัดทำคลอดแล้ว ฉันรู้สึกสบายขึ้นเมื่อใส่กางเกงในเอวสูงแบบที่ขอบกางเกงสูงขึ้นมาถึงเอว แบบที่สั้นกว่านั้นจะทำให้ขอบถูกับรอยเย็บที่หน้าท้องได้’

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Friday, July 3, 2009

การเจ็บท้องและการคลอด - ระยะที่สามของการเจ็บ ท้องคลอด

Posted by wittybuzz at 4:53 AM 0 comments

ระยะที่สามของการเจ็บท้องคลอดคือการขับเอารกและเยื่อหุ้มเซลล์ออกมา ระยะนี้จะเริ่มขึ้นในเวลาไม่กี่นาทีหลังจาก ที่เด็กคลอดออกมาแล้ว และจะใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 นาที

คุณแม่อาจแทบจะไม่ทราบเลยว่ากำลังเข้าสู่ระยะที่สาม

ปรกติแล้ว คุณแม่จะได้รับการฉีดฮอร์โมนเข้าที่น่องหรือก้น ซึ่งจะเร่งให้มดลูกบีบตัว โดยที่จะฉีดให้ในขณะที่กำลัง คลอดอยู่ มักจะเป็นเวลาที่ไหล่ข้างแรกโผล่ออกมาแล้ว พยาบาลควรถามความยินยอมจากคุณแม่ก่อนที่จะลงมือฉีด ฮอร์โมน

จากนั้น เมื่อเด็กคลอดแล้ว สายสะดือจะถูกหนีบออกมาและตัดออก

ตอนนี้ฮอร์โมนที่ฉีดจะเริ่มออกฤทธิ์ มดลูกจะบีบตัวอย่างแรงมาก และรกจะลอกตัวออกจากผนังมดลูก คุณแม่อาจ สามารถเบ่งเอารกออกได้ หรือพยาบาลจะช่วยการขับรกออกโดยกดที่หน้าท้องด้วยมือข้างหนึ่งเพื่อป้องกันมดลูก ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งถือสายสะดืออยู่

ในขณะเดียวกัน เมื่อรกลอกตัวออกแล้ว เส้นเลือด ซึ่งเกาะอยู่บนรกก็จะปิด และเลือดก็จะหยุดไหล (แต่การมี เลือดออกเล็กน้อยก็ถือว่าเป็นปกติ)

ระยะที่สามโดยอาศัยหลักธรรมชาติ คือไม่ฉีดฮอร์โมน และรอตัดสายสะดือโดยไม่มีการช่วยขับรกออก หมายความว่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

การให้ลูกดูดนมคุณแม่ หรือเพียงแค่อุ้มลูกไว้แนบอก จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซี่โตซิน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะ ส่งผลให้มดลูกบีบตัว และขับรกและเยื่อหุ้มเซลล์ออกมา สายสะดือจะถูกตัดเมื่อมดลูกหยุดบีบตัว ซึ่งมักจะเป็นเวลา หลังจากที่ขับรกออกมาแล้ว

หากคุณแม่ต้องการให้ระยะที่สามเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ควรแจ้งผู้ที่ดูแลคุณ และคุยกันก่อนที่จะเริ่มเจ็บท้องคลอด หากมีปัญหาเกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ หรือในระหว่างเจ็บท้องคลอด การให้ระยะที่สามเป็นไปตามธรรมชาติอาจเป็นทางเลือกที่ไม่ปลอดภัยนัก

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Thursday, July 2, 2009

การเจ็บท้องและการคลอด - ระยะที่สองของการเจ็บ ท้องคลอด

Posted by wittybuzz at 5:11 AM 0 comments

ระยะที่สองของการเจ็บท้องคลอดจะเริ่มขึ้นเมื่อปากมดลูกขยายตัวอย่าง เต็มที่แล้ว และจบลงด้วยการคลอดเสร็จสิ้น ระยะนี้อาจใช้เวลาไม่กี่นาที จนถึงสองสามชั่วโมง

คุณแม่จะทราบว่าเข้าสู่ระยะที่สองแล้วเมื่อมีความรู้สึกว่าต้องออกแรงเบ่ง อย่างมาก หากคุณแม่ถูกบล็อกหลัง ก็อาจไม่รู้สึกอยากเบ่งมากนัก หรืออาจไม่รู้สึกเลย ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า “การเบ่ง” พยาบาลจะช่วยบอกคุณแม่ว่าควรทำอย่างไรหากคุณแม่ไม่รู้สึกอยากเบ่ง

ในการเบ่งนั้น คุณแม่อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องกลั้นลมหายใจ แต่อย่ากลั้นนานจนเกินไป ควรฟังและทำตาม ที่พยาบาล แนะนำ ซึ่งพยาบาลอาจบอกให้คุณหยุดเบ่ง เนื่องจากปากมดลูกบางส่วนยังปิดอยู่ เมื่อปากมดลูกขยายแล้ว คุณแม่ก็ พร้อมที่จะเบ่งได้ หรือไม่พยาบาลอาจเห็นว่าจุดเพอริเนียม ซึ่งเป็นผิวหนังที่อยู่ระหว่างช่องคลอดและทวารหนักมีการ ยืดตัวอย่างมากและเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังบริเวณนี้ฉีกขาด พยาบาลอาจบอกให้คุณแม่ “หายใจเบ่งลูกออกมา” โดยหายใจออกเบาๆ

คุณแม่บางคนอาจไม่รู้สึกว่าอยากเบ่ง แม้ว่าจะไม่ได้รับการบล็อกหลังก็ตาม ซึ่งบางทีเด็กอาจไหลออกมาเองเลย ซึ่ง กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณแม่เคยผ่านการคลอดบุตรมาหลายครั้งแล้วเท่านั้น

ภาพลูกแวบแรก

เมื่อเริ่มเห็นศีรษะของเด็กอย่างชัดเจนที่ปากช่องคลอด จะเรียกว่า “คราวนิ่ง (Crowning)” หากคุณแม่หรือคนที่อยู่ในห้องคลอดด้วยสามารถถือกระจกเงาส่องได้ คุณแม่ก็จะได้เห็นช่วงเวลานี้ เมื่อมดลูกบีบตัวอีกครั้งหรือสองครั้ง ศีรษะของเด็กจะออกมาก่อน จากนั้นส่วนตัวที่เหลือก็จะตามออกมา

พยาบาลจะยกศีรษะของเด็กขึ้นอย่างนุ่มนวลแล้ววางเขาลงบนแขนหรือหน้าท้องของ คุณแม่ เพื่อที่คุณจะมองเห็นเขาได้อย่างชัดเจน และจะได้ทักทายเขา

ควรอยู่ในท่าใดจึงจะดีที่สุด

ในระหว่างที่มดลูกบีบตัวนั้น คุณแม่จะอยู่ในท่าใดก็ได้ที่รู้สึกว่าสบายที่สุด และเป็นท่าที่เด็กสามารถคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย

* ท่ายืนย่อเข่าโดยมีสิ่งช่วยพยุงตัวจะช่วยให้เชิงกรานเปิดกว้าง และแรงโน้มถ่วงของโลกจะช่วยให้เด็กคลอดออกมาได้ง่ายขึ้น คุณแม่ต้องมีคนคอยพยุงร่างกายส่วนบนเอาไว้เพื่อช่วยให้รักษาความสมดุลของ ร่างกายไว้ได้ หากสามีของคุณมีความแข็งแรงพอ ก็ให้เขาพยุงตัวคุณจากด้านหลังที่ใต้แขน เข่าของคุณแม่ไม่ควรอยู่สูงกว่าสะโพก (มิฉะนั้นจะทำให้ข้อพับรับน้ำหนักมากเกินไปได้)
* ใช้ม้านั่งหรือเก้าอี้รับน้ำหนักตัวไว้ในท่ากึ่งย่อ โดยที่อาจจะต้องมีคนคอยพยุงตัวช่วยด้วย
* ท่าคุกเข่าโดยใช้มือและเข่าทั้งสองค้ำพื้น จะช่วยให้คุณแม่ได้พักโดยเอนไปข้างหน้าในระหว่างมดลูกบีบตัว
* ท่า นอนราบไม่ช่วยในการคลอดเท่าใดนัก เนื่องจากอุ้งเชิงกรานจะถูกกดทับ และเด็กจะต้องเคลื่อนตัวไปในทิศทาง “ตรงข้าม” กับแรงโน้มถ่วงของโลก การนั่งบนเตียงโดยมีหมอนหลายๆ ใบหรือมีสามีคอยหนุนหลังจะดีกว่าเล็กน้อย
* ท่านอนตะแคงโดยยกขาขึ้นข้างหนึ่ง ท่านี้จะช่วยให้คุณแม่ได้พักผ่อนหากคุณแม่รู้สึกเหนื่อยและนั่งหรือยืนตัวตรงไม่ได้

ในวินาทีคลอด ศีรษะของเด็กมักจะออกมาโดยหันหน้าไปทางด้านหลังของคุณแม่ พยาบาลจะตรวจสายสะดือ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ไปพันกับรอบคอของเด็ก จากนั้นไหล่ของเด็กจะหันไปด้านข้างเพื่อที่ว่าร่างกายจะได้ออกมาทาง ด้านข้าง และเมื่อศีรษะของเขาออกมาแล้ว คุณแม่ก็ควรหันข้างด้วยเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย

ถาม ทำไมเด็กบางคนจึงต้องช่วยให้คลอดโดยการใช้คีมดึงตัวเด็กออกมาหรือต้องใช้เครื่องดูดสุญญากาศ
ตอบ คีมที่ใช้ในการผ่าตัดคือเครื่องมือช่วยดึงศีรษะของเด็กในการคลอด ส่วนเครื่องดูดสุญญากาศใช้ปั๊มเพื่อช่วยให้ เด็กเดินทางข้ามผ่านระยะสองสามนิ้วสุดท้ายไปด้วยดี เด็กบางคนอาจจำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน สองชนิดเพื่อช่วยให้คลอดได้โดยเร็ว ตัวอย่างเช่น

* หาก เด็กเครียด ซึ่งจะแสดงออกโดยที่อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง หรือหากทารกถ่ายขี้เทา (Meconium) (ซึ่งเป็นมูลที่ออกจากทวารหนักของเด็ก) ซึ่งจะทำให้น้ำคร่ำมีสี หรืออาจแสดงในตัวอย่างเลือดที่นำมาจากหนังศีรษะของเด็ก
* หากทางออกลำบากเนื่องจากเด็กอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือเนื่องจากเชิงกรานของแม่ไม่สามารถเปิดได้กว้างเพียงพอ
* หากการบีบตัวของมดลูกอ่อนลง หรือหากคุณแม่อ่อนเพลีย

หากเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งหมายความว่ากะโหลกศีรษะที่ยังอ่อนอยู่ของเขาต้องได้รับการปกป้องมากขึ้น

ถาม จะต้องมีการเย็บหลังคลอดหรือไม่
ตอบ บางครั้ง จุดเพอริเนียม (ผิวหนังที่อยู่ระหว่างช่องคลอดและทวารหนัก) อาจฉีกขาดในขณะที่ยืดออกเพื่อรองรับ ศีรษะของเด็ก หรือพยาบาลอาจขอตัดผิวหนังส่วนนี้ เนื่องจากพยาบาลรู้สึกว่าจะมีการฉีกขาดอย่างรุนแรงหรือต้องนำ เด็กออกอย่างรวดเร็ว ผิวหนังบริเวณนี้จะถูกตัดหากแพทย์ต้องใช้คีมเพื่อช่วยดึงเด็กออกมา การตัดนี้เรียกว่าการตัด เพื่อขยายปากช่องคลอด การฉีกขาดที่มีขนาดใหญ่และ การตัดเพื่อขยายปากช่องคลอดนั้นต้องมีการเย็บในภายหลัง โดยที่แพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่ในขณะที่เย็บแผล ไหมเย็บจะละลายได้เอง ดังนั้นจึงไม่ต้องมาพบแพทย์เพื่อตัดไหม

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Wednesday, July 1, 2009

การเจ็บท้องและการคลอด - การบรรเทาความเจ็บปวด ในระหว่างที่เจ็บท้องคลอด

Posted by wittybuzz at 6:26 AM 0 comments

แน่ นอนที่สุดว่าการรอคอยลูกน้อยที่จะเกิดมานั้น เป็นประสบการณ์ที่น่ายินดีมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต ดังนั้นการเจ็บท้องคลอดและการคลอดที่ปลอดภัยและมีความสุขจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความอดทนต่อความเจ็บปวดในระหว่างเจ็บท้องคลอดนั้นแตกต่างกันในแต่ละคน แต่จะเป็นการดีที่สุดถ้าหากคุณแม่เปิดใจให้กว้างต่อวิธีบรรเทาความเจ็บปวด วิธีต่างๆ การมีส่วนร่วมในการวางแผนการมีบุตรร่วมกับความช่วยเหลือของสูตินรีแพทย์ วิสัญญีแพทย์ นางพยาบาลผดุงครรภ์ และสามีจะช่วยให้คุณแม่มีประสบการณ์ในการคลอดที่สบายและคุ้มค่า

การเจ็บท้องคลอดคืออะไร

ในระยะแรกของการเจ็บท้องคลอดนั้น มดลูกจะบีบตัวเป็นช่วงๆ เป็นระยะห่างคงที่ การบีบตัวนี้จะมีการขยายตัวของปากมดลูกร่วมด้วยเพื่อให้ศีรษะเด็กผ่านไปยัง ช่องคลอดได้ คุณแม่จะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องช่วงล่างและบางครั้งอาจปวดหลังร่วมด้วย

ในระยะที่สองของการเจ็บท้องคลอด มดลูกยังคงบีบตัวต่อไป นอกจากนี้แล้ว การเบ่งหรือการออกแรงดันจะช่วยดันให้ศีรษะของทารกลงไปในช่องคลอด ซึ่งจะช่วยยืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในช่องคลอดให้ขยายออก

ในระยะที่สามของการเจ็บท้องคลอดจะเป็นการขับเอารกออก

ความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้จะถูกส่งผ่านทางเส้นประสาทไปยังกระดูกสันหลัง เมื่อข้อมูลได้ถูกแปลความหมายส่งไปยังสมองแล้วจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดมาที่ ร่างกาย

การเจ็บท้องคลอดจะสร้างความเจ็บปวดอยู่นานเท่าใดนั้นยากที่จะทำนายได้ โดยจะมีตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึง12 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น แต่เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรทราบก็คือความเจ็บปวดเป็นเวลานานและการเจ็บ ท้องที่เต็มไปด้วยความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับทั้งต่อคุณแม่ และต่อลูกน้อยในครรภ์ การใช้วิธีบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างการคลอดไม่ใช่ตัวบ่งชี้ความล้มเหลว แต่เป็นช่องทางที่จะนำไปสู่การคลอดอย่างมีความสุขซึ่งว่าที่คุณแม่ทุกคนมี สิทธิ์จะได้รับ

ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างคลอด

มีวิธีในการบรรเทาความเจ็บปวดในระหว่างคลอดหลากหลายวิธี แม้ว่าประสิทธิภาพนั้นจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่จะเป็นประโยชน์อย่างมากหากคุณแม่ทำความคุ้นเคยกับวิธีบรรเทาความเจ็บปวด ซึ่งเป็นที่นิยมก่อนที่คุณแม่จะเริ่มเจ็บท้องคลอด เพื่อที่จะได้ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าจะใช้วิธีใดหากจำเป็น

วิธีการหายใจและการผ่อนคลาย

วิธีเหล่านี้หมายถึงเทคนิคการฝึกหายใจและการผ่อนคลายซึ่งคุณแม่อาจจะได้ฝึก มาบ้างแล้วจากชั้นเรียนสำหรับคุณแม่ก่อนคลอด เมื่อคุณแม่เริ่มเจ็บท้องและเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวด ให้ตั้งใจปรับอัตราการหายใจให้สม่ำเสมอและหายใจออกให้ดังๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย

ด้วยความช่วยเหลือจากสามี ความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวต่างๆ อาจผ่อนคลายลงได้โดยการนวดอย่างนุ่มนวลที่บริเวณหลัง คุณแม่อาจพบว่าเพียงแค่การนวดหลังอย่างเบาๆ ก็เพียงพอแล้วสำหรับในช่วงแรกของการเจ็บท้องคลอด แต่คุณแม่หลายท่านอาจหาวิธีอื่นเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อมดลูกบีบตัว รุนแรงยิ่งขึ้น

เทคนิคอื่นๆ

เทคนิคเหล่านี้หมายถึงวิธีการบรรเทาความเจ็บปวดโดยการใช้ยา

ก๊าซไนตรัสออกไซด์

ก๊าซนี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในอีกชื่อหนึ่งว่า “ก๊าซหัวเราะ” จะถูกผสมเข้ากับก๊าซออกซิเจน ในการใช้วิธีนี้ หน้ากากสูดก๊าซจะดึงก๊าซเข้ามาจากเครื่องที่อยู่ข้างเตียง คุณจะต้องสูดหายใจลึกๆ และสูดหายใจอย่างคงที่ก่อนการเจ็บปวดของการบีบตัวแต่ละครั้งเพราะจะต้องใช้ เวลา 20 ถึง 30 วินาทีกว่าก๊าซจะออกฤทธิ์ เนื่องจากก๊าซนี้จะไม่สะสมในร่างกายคุณแม่และในร่างกายลูก ดังนั้น ก๊าซนี้จึงมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ก๊าซนี้อาจทำให้รู้สึกวิงเวียน ง่วง หรือคลื่นไส้ได้ และไม่ใช่ว่าคุณแม่ทุกคนที่ใช้การบรรเทาความเจ็บปวดวิธีนี้แล้วได้ผล

การฉีดยา

ยาบรรเทาอาการปวด เช่น เพธิไดน์ (ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้กันมากที่สุด) สามารถนำมาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อลดความ เจ็บปวดในระหว่างคลอดได้ แต่ประสิทธิภาพจะแตกต่างกันแล้วแต่บุคคล ยานี้อาจส่งผลให้รู้สึกคลื่นไส้หรือง่วงได้ และทำให้ความร่วมมือในการเบ่งของคุณแม่ลดลง นอกจากนี้ ยานี้ยังสามารถผ่านรกไปยังเด็กได้ ซึ่งจะทำให้เขาง่วงและลดอัตราการหายใจของเด็กหลังคลอดด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว ก็สามารถให้ “ยาต้าน” กับเด็กเพื่อแก้อาการข้างเคียงได้

การบล็อกหลัง (Epidural Analgesia)

คำว่า อนาลจีเซีย หมายถึงภาวะไร้ความรู้สึกเจ็บปวด วิสัญญีแพทย์จะใส่ท่อพลาสติกขนาดเล็กมากๆ เข้าไขสันหลัง โดยผ่านทางเข็มซึ่งสอดเข้าไปในหลังที่ประมาณระดับเอว หลังจากที่ดึงเข็มออกแล้วและใส่ท่อเข้าที่แล้ว แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อบรรเทาอาการปวด ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และใช้เวลาอีก 10 ถึง 15 นาทีเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ ยาแต่ละโด๊สอาจออกฤทธิ์อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่จะจำเป็นต้องเพิ่มยาอีกโดยฉีดผ่านท่อพลาสติก หรืออาจเลือกใช้วิธีการให้ยาชาเฉพาะซึ่งค่อยๆ ออกฤทธิ์อย่างต่อเนื่องก็ได้

การบล็อกหลังเป็นเพียงวิธีเดียวที่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดจากการเจ็บท้อง คลอดได้โดยที่คุณแม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ยาชาเฉพาะที่มีแนวโน้มที่จะทำให้ขาชา แต่มีผลน้อยที่สุดต่อทารกในครรภ์ ด้วยความช่วยเหลือจากพยาบาลหรือสูตินรีแพทย์ คุณแม่ควรจะยังคงสามารถเบ่งได้ในระหว่างระยะที่สองของการเจ็บท้อง ท่อที่สอดไว้ในไขสันหลังยังช่วยในการให้ยาชาเพื่อผ่าตัดหากเกิดมีความจำเป็น ต้องผ่าตัดคลอดหรือจำเป็นต้องใช้วิธีอื่นช่วยในการคลอดอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังอาจใช้เพื่อจัดการความเจ็บปวดภายหลังการผ่าตัดอีกด้วย การบล็อกหลังมีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ที่ใช้เวลาคลอดนานและคลอดยาก

การบล็อกหลังแบบผสม

การบล็อกหลังแบบผสมนี้จะมีลักษณะคล้ายกับขั้นตอนการบล็อกหลังที่อธิบายไว้ ข้างต้น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ใส่เข็มเข้าที่หลังของคุณแม่และก่อนใส่ท่อพลาสติก วิสัญญีแพทย์จะใส่เข็มขนาดเล็กว่าผ่านเข็มแรกเพื่อเจาะดูรา (เนื้อเยื่อเหนียวรอบๆ กระดูกสันหลัง) เพื่อฉีดยาชาในปริมาณเล็กน้อย หลังจากนั้น เข็มนี้จะถูกถอดออกและใส่ท่อพลาสติกเข้าไปในไขสันหลังดังที่ได้อธิบายไว้ ก่อนหน้านี้

ข้อดีสำคัญอย่างหนึ่งของการบล็อกหลังแบบผสมก็คือว่าเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถ บรรเทาอาการเจ็บปวดได้เป็นอย่างดีและอย่างรวดเร็วในขณะที่คุณแม่ยังคงสามารถ เคลื่อนไหวร่างกายได้

เมื่อสงสัย อย่าลังเลที่จะถาม

ฉันจะขอให้ฉีดเพธิไดน์เพิ่มเมื่อยาหมดฤทธิ์ได้หรือไม่

* ทำได้ แต่อาจทำให้มีผลข้างเคียงรุนแรงยิ่งขึ้นทั้งต่อคุณแม่และลูก

หากสูดดมก๊าซมากเกินไป ฉันจะหมดสติไปหรือไม่

* ตามทฤษฎีแล้ว อาจเป็นไปได้ แต่อุปกรณ์ที่ใช้ได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว

การบล็อกหลัง (การบล็อกหลังแบบผสม) จะทำให้กระดูกสันหลังของฉันบาดเจ็บหรือไม่

* วิสัญญีแพทย์ที่ได้รับการอบรบมาอย่างดีจะเป็นผู้ทำการบล็อกหลังที่บริเวณเอว ซึ่งอยู่ต่ำกว่าปลายเส้นประสาทกระดูกสันหลัง ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดความเสียหายจึงมีน้อยมาก

การบล็อกหลัง (การบล็อกหลังแบบผสม)จะทำให้ปวดหลังหรือไม่

* อาการเจ็บหลังเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตามปรกติหลังคลอดไม่ว่าจะบล็อกหลัง หรือไม่ก็ตาม แต่นอกจากจะอาการปวดซึ่งเกิดจากเข็มเป็นเวลาหนึ่งหรือสองวันแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีแนวโน้มที่จะมีอาการปวดหลังภายหลังจากที่ถูกบล็อกหลัง

จะมีอาการปวดหัวหลังจากที่บล็อกหลังหรือบล็อกหลังแบบผสมหรือไม่

* มีน้อยมากที่อาการปวดศีรษะจะเป็นผลมาจากการบล็อกหลัง หากมีอาการปวดศีรษะ ก็มักจะเป็นเพียงไม่กี่วันและหากจำเป็น ก็สามารถรักษาได้ด้วยการรักษาพิเศษ

จริงหรือไม่ที่มีคนบอกว่าการบล็อกหลังจะทำให้ใช้เวลาคลอดนานขึ้น

* ไม่ มีคำตอบที่แน่นอนสำหรับคำถามข้อนี้ ด้วยตัวยาที่มีความเข้มข้นน้อยลง การบล็อกหลังยุคใหม่อาจทำให้การเจ็บท้องในระยะที่ 1 สั้นลง แต่บางครั้งอาจทำให้การเจ็บท้องระยะที่ 2 นานขึ้น

ฉันจะกลับมามีความรู้สึกที่ขาหลังการบล็อกหลังหรือไม่

* เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของยาชาเฉพาะที่ที่คุณได้รับ ปรกติแล้ว ท่อพลาสติกที่หลังจะถูกถอด ออกหลังคลอด และความรู้สึกควรจะกลับมาเป็นปรกติภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ควรเริ่มบล็อกหลังเมื่อไร

* สามารถเริ่มบล็อกหลังเมื่อใดก็ได้ในระยะที่หนึ่งของการเจ็บท้องคลอด แต่สูตินรีแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์จะสามารถช่วยพิจารณาได้ว่าเมื่อใดจึงควร บล็อกหลัง

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
 

Mama And Baby Care Copyright © 2009 Baby Shop is Designed by Ipietoon Sponsored by Emocutez