บางทีงานที่ท้าทายมากที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกท่านต้องพบเจอก็คือ การเลี้ยงดูลูก ในทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากต้องทำงาน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องรักษาความสมดุลระหว่างการทำงานและความจำเป็นที่จะ ต้องเลี้ยงดูลูก
“ทำไมลูกวัย 2 ขวบของฉันถึงไม่ทำตัวเหมือนลูกของเพื่อนบ้านที่ว่านอนสอนง่ายมากๆ” คำตอบก็คือเด็กทุกคนมีลักษณะเฉพาะตัวและแตกต่างกัน
เมื่อลูกทำตัวเกเร เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงเจตนาและสาเหตุของการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้นของเขา
เราควรพิจารณาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กจากความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับ ผู้รับพฤติกรรมนั้น การแสดงพฤติกรรมจะไม่เป็นปัญหาหากไม่มีคนคอยสังเกตการณ์/ผู้รับพฤติกรรมนั้น เด็กที่ร้องบ้านแทบแตกดูจะถือว่าไม่มีปัญหาทางพฤติกรรมจนกระทั่งเมื่อมีใคร บางคนต้องรับมือกับพฤติกรรมนั้นหรือต้องรับผลที่จะตามมา
เมื่อเราพูดถึงเรื่องพฤติกรรม เรากำลังหมายถึงพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้มากกว่าพฤติกรรมที่สังเกตไม่ได้ พฤติกรรมมีความสัมพันธ์และขึ้นอยู่กับผู้รับแต่ละคน ดังนั้น ปฏิกิริยาของผู้รับแต่ละคนที่มีต่อพฤติกรรมบางอย่างจึงอาจแตกต่างกันไป ยกตัวเองเช่น เด็กที่ไม่ยอมหยิบของเล่นของเขาขึ้นมา คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจถือว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นความเกเรเพียงเล็กน้อย แต่บางคนอาจเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้
เด็กทารกและเด็กวัยหัดเดินมักไม่รู้ถึงผลที่จะตามมาในระยะยาวจากพฤติกรรมของ เขา เขามักจะแสดงออกเดี๋ยวนั้นทันที เขาทนไม่ได้ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตอบสนองความต้องการของเขาช้า เมื่อเขาอยากได้อะไรก็ตาม เขาอยากได้ในทันที ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจร้องตะโกน กัด เตะ หรือบ่นพึมพำ
3 ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกันจะสามารถช่วยในหล่อหลอมพฤติกรรมของเด็กได้ นั่นคือการสร้างลักษณะทางกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อมในครอบครัว และวัฒนธรรมที่หลากหลายในการดำเนินชีวิตของครอบครัว
นิสัยใจคอ
ในขั้นแรก เราจะดูที่การถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือนิสัยใจคอของเด็ก นิสัยใจคอหรือลักษณะทางพันธุกรรมของเด็กจะอธิบายว่าทำไมคนคนหนึ่งจึงแสดง ปฏิกิริยาตอบสนองแบบนั้นต่อสิ่งกระตุ้น การแสดงออกทางอารมณ์ ระดับของการทำกิจกรรม และความชอบเข้าสังคมดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาของพฤติกรรมที่ ไม่พึงปรารถนา
การแสดงออกทางอารมณ์หมายถึงการกระตุ้นอารมณ์ของเด็กทารกเพื่อตอบสนองต่อ เหตุการณ์ในสภาพแวดล้อมของเขา การมองเห็นคนแปลกหน้าหรือการพูดคุยกับคนแปลกหน้าอาจทำให้เด็กคนหนึ่งอารมณ์ เสียได้ แต่เด็กอีกคนอาจไม่เป็นก็ได้
ระดับของการทำกิจกรรมหมายถึงพลังที่เด็กได้แสดงออกมาด้วยการเคลื่อนไหวและ การทำกิจกรรมต่างๆ อย่างกระฉับกระเฉง เด็กที่คล่องแคล่วจะไม่ค่อยยอมรับข้อจำกัดทางร่างกายที่คุณพ่อคุณแม่และพี่ เลี้ยงกำหนดให้เขามากกว่าเด็กทารกที่มีความกระฉับกระเฉงน้อย
ความชอบเข้าสังคมหมายถึงความโน้มเอียงของเด็กทารกในการมีปฏิสัมพันธ์กับคน อื่น เด็กซึ่งเข้ากับคนง่ายและเรียกร้องความสนใจอยู่ตลอดเวลา จะต้องการติดต่อทางสังคมมากกว่าเด็กทารกซึ่งจะเรียกร้องความสนใจเฉพาะเวลา ที่เขาหิวหรือผ้าอ้อมเปียกชื้น
สภาพแวดล้อมในครอบครัว
Tสภาพแวดล้อมทางสังคมอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิด พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ตารางการทำงานของคุณพ่อคุณแม่ ปัญหาครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ และสไตล์การเลี้ยงดูอาจส่งผลกระทบกับระดับ ความถี่ และความรุนแรงของการแสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ แต่ต้องทำงานไปด้วยอาจพบว่าลูกค่อนข้างจะมีปัญหาทางด้านการแสดงพฤติกรรมอัน เป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกไม่แน่นแฟ้น การไม่ได้รับความเอาใจใส่เพราะคุณพ่อคุณแม่เหนื่อยล้า และความขัดแย้งระหว่างเด็ก ๆ ที่ต้องการความเอาใจใส่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลาให้
การเรียนรู้และประสบการณ์
ปัจจัยที่สามคือบทบาทแห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ เด็กเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์จากคนอื่นและจากสภาพแวดล้อมรอบตัวเขา การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับคนที่ดูแลเขาในช่วงสองถึงสามเดือนแรกของ ชีวิตมักเป็นตัวกำหนดถึงวิธีที่เขาจะแสดงปฏิกิริยาและปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเขาในอนาคต
ยกตัวอย่างเช่น หากเวลาที่เขาบ่นพึมพำ ร้องไห้ หรือร้องโวยวายแล้วทำให้เขาได้ลูกอม โอกาสที่เขาจะแสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมก็จะยังคงมีอยู่ โดยจะพัฒนาไปเป็นรูปแบบอื่นๆ เมื่อเด็กโตขึ้น
เวลาที่เด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม มันคล้ายกับว่าเขามีเจตนาบางอย่างที่ทำให้เขาแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมแบบนั้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 4 ข้อเวลาที่เด็กประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสม
นั่นคือ
* การเรียกร้องความสนใจ– บางครั้งเด็กประพฤติไม่เหมาะสมเพื่อดึงดูดความสนใจ
* ความต้องการแก้แค้น เด็กอาจต้องการแก้แค้นโดยทำตัวเกเรหรือทำสิ่งที่เป็นอันตราย
* ความต้องการอำนาจ เด็กมักจะท้าทายคุณพ่อคุณแม่เพื่อตอบสนองความต้องการอยากมีอำนาจควบคุม
* การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เด็กที่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถหรือไม่สามารถทำอะไรได้ มักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเด็กได้รับการปกป้องมากจนเกินไป เขาจะรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังได้ง่าย
การเรียนรู้เพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ของการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจะช่วย ให้คุณแม่รู้ว่าทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และดังนั้นจึงสามารถจัดการได้อย่างสอดคล้อง ความรู้สึก การแสดงปฏิกิริยาตอบสนองของคุณแม่ และผลที่จะตามมาจากพฤติกรรมเป็นวิธีการที่คุณแม่จะรับรู้ถึงลักษณะของการ ประพฤติตัวที่ไม่เหมาะสมนั้น
1. แยกแยะพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากความรู้สึกที่คุณมีต่อพฤติกรรมนั้น
* การเรียกร้องความสนใจทำให้คุณรู้สึกรำคาญใจ
* ความต้องการอำนาจทำให้คุณรู้สึกโกรธ
* ความต้องการแก้แค้นทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด
* การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกท้อแท้
2. สังเกตว่าตัวเองมีปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างไร
* การเรียกร้องความสนใจทำให้คุณเตือนเขา โน้มน้าว ว่ากล่าว และอธิบายให้เขาฟัง
* ความต้องการอำนาจทำให้คุณทะเลาะกันหรือยอมแพ้
* ความต้องการแก้แค้นทำให้คุณอยากเอาคืน
* การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทำให้คุณแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
3. สังเกตผลที่จะตามมาในภายหลังสำหรับเด็กที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม
* การเรียกร้องความสนใจทำให้เรามองไปที่เด็กและพูดคุยกับเขา
* ความต้องการอำนาจทำให้เราจับตามองและควบคุมเด็ก
* ความต้องการแก้แค้นทำให้เราลงโทษเด็ก
* การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ทำให้เราดูแลและปกป้องเด็ก
ในบทละครดังต่อไปนี้ ให้ถามตัวเองว่าคุณรู้สึกเช่นไรในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับปฏิกิริยาของคุณพ่อคุณแม่ และอะไรคือจุดประสงค์ที่เด็กแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น
บทสนทนาที่ 1
คุณแม่: หนูอาบน้ำสดชื่นแล้วใช่ไหมจ๊ะพอล ตอนนี้หนูตัวสะอาดและไม่เปียกชื้นแล้วนะ เอาละ แม่จะวางหนูไว้ในเตียงสักพักนึงนะ
(จอห์น พี่ชายวัยหัดเดินผ่านมาและต่อยพอล)
คุณแม่: อย่านะจอห์น! หนูจะต้องไม่ตีน้องอย่างนั้นนะ ดื้อจังเลย
คุณพ่อ: อย่าทำอย่างนั้นอีกนะจอห์น ไม่อย่างนั้นลูกจะถูกทำโทษนะ
คุณแม่พูดกับคุณพ่อ: ฉันหวังว่าเขาจะไม่ทำอย่างนั้นอีกนะคะ น้องไม่ได้ทำอะไรให้เขาเลย
บทละครนี้เป็นตัวอย่างของการแก้แค้น
บทสนทนาที่ 2
เจสัน: แม่ ผมหาพาวเวอร์เรนเจอร์ของผมไม่เจอ
คุณแม่: ก็อยู่ในกล่องของเล่นที่ลูกเก็บมันไว้ไงล่ะจ๊ะ
เจสัน: ผมหาดูแล้ว แต่ไม่มี
คุณแม่: ไปหาอีกครั้งซิ เมื่อเช้านี้มันยังอยู่เลย
เจสัน: (เดินมาจากกล่องของเล่น) ก็ยังหาไม่เจออยู่ดีครับคุณแม่
คุณแม่: ให้ตายเถอะ (เดินไปที่กล่อง) นี่ไงล่ะ มันก็อยู่ที่ที่แม่บอกหนูนี่แหละ ทำไมถึงไม่มีใครหาของเจอเลยยกเว้นแม่คนเดียว หนูนี่พึ่งไม่ได้จริงๆ เลย
บทละครนี้เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
บทสนทนาที่ 3
คุณแม่: มานี่ซิจอห์น ถึงเวลาที่หนูต้องเก็บของเล่นแล้วนะ (หยุดนิ่ง) จอห์นเก็บของเล่นด้วยนะจ๊ะ (หยุดนิ่ง) จอห์น แม่จะตีนะถ้าหนูไม่เก็บของเล่น มานี่ แม่จะช่วยเอง นี่ไง แม่เก็บรถบรรทุกลงกล่องแล้ว .......
บทละครนี้เป็นตัวอย่างของความต้องการอำนาจ
บทสนทนาที่ 4
คุณแม่: แม่จะโทรหาคุณป้าแมรี่และเตรียมตัวเพื่อไปช็อปปิ้งกับคุณป้าจ๊ะ (หมุนโทรศัพท์) สวัสดีค่ะ นั่นแมรี่ใช่ไหมคะ นี่เจนนะ ว่าอย่างไรคะเรื่องที่จะไปช็อปปิ้งอาทิตย์นี้ (ลูกชายเริ่มร้องไห้และกระแทกของเล่น) ถือสายสักครู่นะคะแมรี่ (วางโทรศัพท์สักครู่หนึ่ง) หยุดนะ แซม! ดื้อจังเลยลูกคนนี้ แม่คุยโทรศัพท์อยู่นะ (วางโทรศัพท์) นี่ไงพาวเวอร์เรนเจอร์ของหนู (กลับมาที่โทรศัพท์) ขอโทษนะคะแมรี่ แซมชอบทำแบบนั้นเวลาที่ฉันคุยโทรศัพท์อยู่เรื่อยเลย (เริ่มส่งเสียงดังอีกครั้ง) โอ้ย เขาทำของเล่นพังแล้ว แมรี่ ไว้ฉันโทรหาตอนที่เขาหลับได้ไหม บายค่ะ
บทละครนี้เป็นตัวอย่างของการเรียกร้องความสนใจ
สิ่งสำคัญก็คือคุณพ่อคุณแม่ควรตระหนักว่าพฤติกรรมซึ่งเราเห็นว่าก่อให้เกิด ปัญหานั้น ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเสมอสำหรับเด็ก เด็กเล็กมักมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีนักเวลาที่เขาหิว ตื่นกลัว เหนื่อยล้า ไม่สบาย หรือไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย โดยธรรมชาติแล้ว เด็กเล็กส่วนมากมักจะมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น เอาแต่ใจตัวเอง สมาธิสั้น และต้องการให้คนอื่นตอบสนองความต้องการของเขาในทันที
เวลาที่พิจารณาถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก สิ่งสำคัญก็คือคุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม
การรับรู้ว่าทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเขามีจุดมุ่งหมายอะไร จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถตัดสินใจยิ่งขึ้นควรจะทำเช่นไรเมื่อต้องเผชิญ หน้ากับพฤติกรรมเหล่านี้
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Thursday, August 20, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( ทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกน้อย )
Wednesday, August 19, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( เมื่อไหร่ที่คุณแม่ควรเริ่มฝึกให้เขามีระเบียบวินัย )
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลุค ลูกชายอายุหนึ่งขวบของฉันเห็นก้อนหิน เขาชอบตักมันเข้าปากอยู่เรื่อย และเมื่อเขามองเห็นแมว เขาชอบวิ่งพุ่งเข้าใส่มัน ถึงแม้ว่าแมวชอบตะปบและทำเสียงขู่ฟ่อใส่เขาก็ตาม
เด็กๆ มักจะชอบทำแบบนี้จนแทบจะเป็นกิจวัตรประจำวันและเวลาที่คิดว่าจะหาวิธี ป้องกันไม่ให้ลูกชายฉันเป็นอันตรายได้ยังไงโดยที่ไม่ทำร้ายจิตใจเขา ฉันก็จะรู้สึกสับสนมากทุกที จากประสบการณ์ที่ฉันพบเจอมา ฉันว่าการที่จะให้เด็กวัยหัดเดินเลิกกินหินนั้น มันพูดง่าย แต่ทำยาก
เด็กที่ยังเล็กๆ อย่างนี้ การตั้งระเบียบวินัยแบบเดิมๆ เช่น หมดเวลาแล้ว ใช้กับเขาไม่ได้ผลแต่วิธีไหนถึงจะได้ผลล่ะ และอายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะใช้เทคนิคแบบไหน ดังเช่นที่คุณแม่อาจคาดเดาไว้แล้วว่า ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องเรียนรู้วิธีการฝึก ระเบียบวินัยให้ลูกอย่างถูกต้องพอๆ กับที่ลูกต้องเรียนรู้ว่าพฤติกรรมบางอย่างไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสมในสังคม
ท้ายที่สุด การฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกนั้น ต้องใช้เวลานานก็ แต่เมื่อใดที่ฝึกสำเร็จแล้ว มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยของคุณเอง
จุดเริ่มต้นของระเบียบวินัย
การตั้งข้อจำกัด การส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี และการห้ามปรามไม่ให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งหมดนี้สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ที่ลูกยังเล็กๆ ตามคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญที่ว่า “มีสิ่งที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็สามารถเรียนรู้ว่าไม่ควรทำ เช่น ดึงผมคุณแม่” จูดิธ ไมเออร์-วอลลส์ PhD รองศาสตราจารย์ ภาควิชาการพัฒนาเด็กและการศึกษาครอบครัว มหาวิทยาลัยเพอร์ดูกล่าว
เนื่องจากเด็กเล็กๆ มีข้อจำกัดด้านความเข้าใจภาษา ความทรงจำ และสมาธิ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มคือ การสอนให้เขารู้จักการควบคุมอันตรายแทนที่จะสอนบทเรียนให้เขาอย่างจริงๆ จังๆ การเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก (ซึ่งก็คือการช่วยให้เขาปรับปรุงพฤติกรรมที่ไม่ดีนักให้ดีขึ้น) และการเพิกเฉย คือสองกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกวัย 4 เดือนดึงผมคุณแม่เล่นอย่างสนุกสนาน คุณแม่ก็อาจจะดึงมือของลูกออกอย่างช้าๆ จูบที่มือเขาและนำมือของเขาไปจับสิ่งที่สนุกสนานและเหมาะสมแทน เช่น ของเล่นเขย่าที่มีเสียงหรือของเล่นอื่น ๆ
คุณแม่คงไม่มีวันเพิกเฉยพฤติกรรมซึ่งเป็นไปได้ว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแน่ๆ แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง เวลาที่ลูกน้อยวัย 7 เดือนขว้างปาซีเรียลอย่างสนุกสนานลงมาจากเก้าอี้เด็ก ก็เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวที่ดีเหมือนกัน สิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรจำก็คือ เด็กที่ยังเล็กมากๆ เขายังไม่รู้ประสีประสา เจ้าตัวน้อยที่กำลังขว้างปาซีเรียลเล่นอย่างสนุกสนาน เขาไม่ได้กำลังพยายามที่จะทำให้คุณแม่รำคาญใจ แต่เขากำลังเรียนรู้ถึงวิธีการควบคุมมือของเขาเองและเริ่มทำความเข้าใจแนว ความคิดเรื่องเหตุและผล ถึงแม้ว่าพฤติกรรมแบบนี้จะสร้างความรำคาญใจให้คุณแม่ไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณแม่อย่าอารมณ์เสียหรือทำอะไรที่รุนแรงจนเกินไป
ในความเป็นจริงแล้วจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า 39 เปอร์เซ็นต์ของคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกกำลังยั่วโมโหพวกเขาโดยกดรีโมตเปลี่ยน ช่องโทรทัศน์ไม่ยอมหยุด คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหงุดหงิดใจมากที่ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ แนนซี่ ซามาลิน ผู้เขียนหนังสือ Loving Without Spoiling (McGraw-Hill/Contemporary Books, 2546) กล่าว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ คุณพ่อคุณแม่ควรนิ่งเข้าไว้และทำสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ต่อไป
อายุ 8 ถึง 12 เดือน
เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานเมื่อเขาอายุได้ประมาณ 8 เดือน นั่นคือเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ควรคิดกำหนดข้อจำกัดสำหรับเขา โดยห้ามเขาไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะของตกแต่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไปจนถึงม้วนกระดาษชำระที่อยู่ใต้อ่าง ล้างหน้าในห้องน้ำ
เด็กที่อยู่ในช่วงวัยนี้เพียงแค่อยากจะสำรวจ (เขาไม่รู้ว่าอะไรควรทำหรืออะไรไม่ควรทำ) ดังนั้น ของอะไรก็ตามที่คุณแม่ไม่อยากให้ลูกแตะต้อง ก็ให้วางไว้ในที่ที่เขาเอื้อมไม่ถึง และวางของที่เหมาะสำหรับเด็กไว้ในที่ที่เขาหยิบได้ง่าย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกก่อปัญหาและช่วยให้ปฏิบัติ ตามกฎได้ง่ายขึ้นเยอะทีเดียว
แน่นอนว่าส่วนมากเราจะพูดแค่ว่า “อย่านะ” เมื่อจับได้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังก่อเรื่องป่วน แต่โชคไม่ดีที่ว่า วิธีแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเด็กวัยนี้ เขาเข้าใจว่าน้ำเสียงของคำว่า “อย่านะ” มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “แม่รักหนู” แต่เขาจะไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้ว คำๆ นี้หมายความว่าอะไร ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ใส่ใจคำขอของคุณแม่อีกด้วย
คุณแม่ควรใช้เทคนิคอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างมีข้อจำกัด ดังเช่นที่คริสตินา โซโต ในกรุงนิวยอร์กทำ ”ตั้งแต่ซอนญ่า ลูกสาวของฉันอายุได้ 8 หรือ 9 เดือน ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ปลั๊กไฟฉันจะพูดว่า ’อาฮ่า!' ด้วยน้ำเสียงสนุกๆ ที่ทำให้เขาตกใจ แล้วเขาก็จะหยุดและมองมาที่ฉัน” คริสตินากล่าว “ฉันทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นสักพัก เขาคลานไปที่ปลั๊กไฟ แล้วก็ชี้ที่ปลั๊ก แล้วก็พูดว่า ’อาฮ่า!' กับฉัน”
อายุ 12 ถึง 24 เดือน
ประมาณช่วงวัยนี้ ทักษะในการสื่อสารของลูกน้อยกำลังพัฒนา ดังนั้น คุณแม่จึงสามารถอธิบายกฎพื้นฐานให้เขาฟังได้ ยกตัวอย่างเช่น อย่าดึงหางแมวนะจ๊ะ นอกจากนั้น คุณแม่ยังสามารถเริ่มพูดคำว่า “อย่านะ” อย่างจริงจังในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดได้ การใช้คำมากเกินไปจะทำให้คำนั้นไม่มีความหมาย และที่สุดก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
ทักษะทางร่างกายของลูกจะเป็นส่วนสำคัญของการเล่นอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน เจ้าตัวน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเดินจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับความเป็นอิสระที่เขา เพิ่งค้นพบ และเขาจะรู้สึกหงุดหงิดที่เขาไม่สามารถทำทุกอย่างที่เขาอยากทำได้
เมื่อเขาเข้าสู่ช่วงวัยที่ชอบงอแง แม้ว่าการงอแงของเด็กต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากคุณแม่ แต่การแสดงอารมณ์ที่รุนแรงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโต และคุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้ระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกับเขา เช่น ยึดของที่เขาชอบไปหรือขังลูกไว้ในห้อง
เมื่อเขางอแง “คุณแม่จำเป็นต้องเข้าใจลูกของตัวเอง” แคลร์ เลิร์นเนอร์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาการของเด็กที่ Zero to Three กล่าว เด็กบางคนสามารถสงบอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อคุณแม่เบี่ยงเบนความสนใจเขา ส่วนบางคนอาจต้องการการกอด แต่ถ้าเขางอแงนานจนเกินไป ให้พาลูกออกไปจากสถานการณ์นั้นและอธิบายอย่างอ่อนโยนว่าเกิดอะไรขึ้น (“ถ้าหนูร้องโวยวายอยู่อย่างนี้ เราก็เข้าไปในร้านไม่ได้นะ”) จนกว่าเขาจะสงบลง
ความหงุดหงิดที่มาจากความไม่สามารถในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพของ เด็กวัยหัดเดิน อาจทำให้เขาทุบตีหรือกัดได้เช่นกัน การฝึกระเบียบวินัยเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทำได้โดย บอกกับลูกว่าสิ่งใดที่ไม่ควรทำอย่างรวดเร็วและอย่างง่ายๆ และเปลี่ยนให้เขาแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากลูกตีคุณเพราะคุณขัดจังหวะการเล่นของเขาเพื่อที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้พูดว่า “เราไม่ควรตีนะจ๊ะ เพราะมันเจ็บ” และหยิบของเล่นให้เขาเล่นในขณะที่คุณเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขา
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
เด็กๆ มักจะชอบทำแบบนี้จนแทบจะเป็นกิจวัตรประจำวันและเวลาที่คิดว่าจะหาวิธี ป้องกันไม่ให้ลูกชายฉันเป็นอันตรายได้ยังไงโดยที่ไม่ทำร้ายจิตใจเขา ฉันก็จะรู้สึกสับสนมากทุกที จากประสบการณ์ที่ฉันพบเจอมา ฉันว่าการที่จะให้เด็กวัยหัดเดินเลิกกินหินนั้น มันพูดง่าย แต่ทำยาก
เด็กที่ยังเล็กๆ อย่างนี้ การตั้งระเบียบวินัยแบบเดิมๆ เช่น หมดเวลาแล้ว ใช้กับเขาไม่ได้ผลแต่วิธีไหนถึงจะได้ผลล่ะ และอายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะใช้เทคนิคแบบไหน ดังเช่นที่คุณแม่อาจคาดเดาไว้แล้วว่า ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องเรียนรู้วิธีการฝึก ระเบียบวินัยให้ลูกอย่างถูกต้องพอๆ กับที่ลูกต้องเรียนรู้ว่าพฤติกรรมบางอย่างไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะสมในสังคม
ท้ายที่สุด การฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกนั้น ต้องใช้เวลานานก็ แต่เมื่อใดที่ฝึกสำเร็จแล้ว มันก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยของคุณเอง
จุดเริ่มต้นของระเบียบวินัย
การตั้งข้อจำกัด การส่งเสริมพฤติกรรมที่ดี และการห้ามปรามไม่ให้เด็กทำพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งหมดนี้สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ที่ลูกยังเล็กๆ ตามคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญที่ว่า “มีสิ่งที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็สามารถเรียนรู้ว่าไม่ควรทำ เช่น ดึงผมคุณแม่” จูดิธ ไมเออร์-วอลลส์ PhD รองศาสตราจารย์ ภาควิชาการพัฒนาเด็กและการศึกษาครอบครัว มหาวิทยาลัยเพอร์ดูกล่าว
เนื่องจากเด็กเล็กๆ มีข้อจำกัดด้านความเข้าใจภาษา ความทรงจำ และสมาธิ ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่จะนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มคือ การสอนให้เขารู้จักการควบคุมอันตรายแทนที่จะสอนบทเรียนให้เขาอย่างจริงๆ จังๆ การเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก (ซึ่งก็คือการช่วยให้เขาปรับปรุงพฤติกรรมที่ไม่ดีนักให้ดีขึ้น) และการเพิกเฉย คือสองกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกวัย 4 เดือนดึงผมคุณแม่เล่นอย่างสนุกสนาน คุณแม่ก็อาจจะดึงมือของลูกออกอย่างช้าๆ จูบที่มือเขาและนำมือของเขาไปจับสิ่งที่สนุกสนานและเหมาะสมแทน เช่น ของเล่นเขย่าที่มีเสียงหรือของเล่นอื่น ๆ
คุณแม่คงไม่มีวันเพิกเฉยพฤติกรรมซึ่งเป็นไปได้ว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแน่ๆ แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง เวลาที่ลูกน้อยวัย 7 เดือนขว้างปาซีเรียลอย่างสนุกสนานลงมาจากเก้าอี้เด็ก ก็เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวที่ดีเหมือนกัน สิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรจำก็คือ เด็กที่ยังเล็กมากๆ เขายังไม่รู้ประสีประสา เจ้าตัวน้อยที่กำลังขว้างปาซีเรียลเล่นอย่างสนุกสนาน เขาไม่ได้กำลังพยายามที่จะทำให้คุณแม่รำคาญใจ แต่เขากำลังเรียนรู้ถึงวิธีการควบคุมมือของเขาเองและเริ่มทำความเข้าใจแนว ความคิดเรื่องเหตุและผล ถึงแม้ว่าพฤติกรรมแบบนี้จะสร้างความรำคาญใจให้คุณแม่ไม่น้อย แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณแม่อย่าอารมณ์เสียหรือทำอะไรที่รุนแรงจนเกินไป
ในความเป็นจริงแล้วจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่า 39 เปอร์เซ็นต์ของคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกกำลังยั่วโมโหพวกเขาโดยกดรีโมตเปลี่ยน ช่องโทรทัศน์ไม่ยอมหยุด คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหงุดหงิดใจมากที่ลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ แนนซี่ ซามาลิน ผู้เขียนหนังสือ Loving Without Spoiling (McGraw-Hill/Contemporary Books, 2546) กล่าว วิธีที่ดีที่สุดก็คือ คุณพ่อคุณแม่ควรนิ่งเข้าไว้และทำสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ต่อไป
อายุ 8 ถึง 12 เดือน
เมื่อลูกน้อยเริ่มคลานเมื่อเขาอายุได้ประมาณ 8 เดือน นั่นคือเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ควรคิดกำหนดข้อจำกัดสำหรับเขา โดยห้ามเขาไปหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะของตกแต่งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไปจนถึงม้วนกระดาษชำระที่อยู่ใต้อ่าง ล้างหน้าในห้องน้ำ
เด็กที่อยู่ในช่วงวัยนี้เพียงแค่อยากจะสำรวจ (เขาไม่รู้ว่าอะไรควรทำหรืออะไรไม่ควรทำ) ดังนั้น ของอะไรก็ตามที่คุณแม่ไม่อยากให้ลูกแตะต้อง ก็ให้วางไว้ในที่ที่เขาเอื้อมไม่ถึง และวางของที่เหมาะสำหรับเด็กไว้ในที่ที่เขาหยิบได้ง่าย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกก่อปัญหาและช่วยให้ปฏิบัติ ตามกฎได้ง่ายขึ้นเยอะทีเดียว
แน่นอนว่าส่วนมากเราจะพูดแค่ว่า “อย่านะ” เมื่อจับได้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังก่อเรื่องป่วน แต่โชคไม่ดีที่ว่า วิธีแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเด็กวัยนี้ เขาเข้าใจว่าน้ำเสียงของคำว่า “อย่านะ” มีความหมายแตกต่างจากคำว่า “แม่รักหนู” แต่เขาจะไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้ว คำๆ นี้หมายความว่าอะไร ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ใส่ใจคำขอของคุณแม่อีกด้วย
คุณแม่ควรใช้เทคนิคอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างมีข้อจำกัด ดังเช่นที่คริสตินา โซโต ในกรุงนิวยอร์กทำ ”ตั้งแต่ซอนญ่า ลูกสาวของฉันอายุได้ 8 หรือ 9 เดือน ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้ปลั๊กไฟฉันจะพูดว่า ’อาฮ่า!' ด้วยน้ำเสียงสนุกๆ ที่ทำให้เขาตกใจ แล้วเขาก็จะหยุดและมองมาที่ฉัน” คริสตินากล่าว “ฉันทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นสักพัก เขาคลานไปที่ปลั๊กไฟ แล้วก็ชี้ที่ปลั๊ก แล้วก็พูดว่า ’อาฮ่า!' กับฉัน”
อายุ 12 ถึง 24 เดือน
ประมาณช่วงวัยนี้ ทักษะในการสื่อสารของลูกน้อยกำลังพัฒนา ดังนั้น คุณแม่จึงสามารถอธิบายกฎพื้นฐานให้เขาฟังได้ ยกตัวอย่างเช่น อย่าดึงหางแมวนะจ๊ะ นอกจากนั้น คุณแม่ยังสามารถเริ่มพูดคำว่า “อย่านะ” อย่างจริงจังในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดได้ การใช้คำมากเกินไปจะทำให้คำนั้นไม่มีความหมาย และที่สุดก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
ทักษะทางร่างกายของลูกจะเป็นส่วนสำคัญของการเล่นอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน เจ้าตัวน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเดินจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับความเป็นอิสระที่เขา เพิ่งค้นพบ และเขาจะรู้สึกหงุดหงิดที่เขาไม่สามารถทำทุกอย่างที่เขาอยากทำได้
เมื่อเขาเข้าสู่ช่วงวัยที่ชอบงอแง แม้ว่าการงอแงของเด็กต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากคุณแม่ แต่การแสดงอารมณ์ที่รุนแรงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโต และคุณแม่ไม่จำเป็นต้องใช้ระเบียบที่เข้มงวดขึ้นกับเขา เช่น ยึดของที่เขาชอบไปหรือขังลูกไว้ในห้อง
เมื่อเขางอแง “คุณแม่จำเป็นต้องเข้าใจลูกของตัวเอง” แคลร์ เลิร์นเนอร์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านพัฒนาการของเด็กที่ Zero to Three กล่าว เด็กบางคนสามารถสงบอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อคุณแม่เบี่ยงเบนความสนใจเขา ส่วนบางคนอาจต้องการการกอด แต่ถ้าเขางอแงนานจนเกินไป ให้พาลูกออกไปจากสถานการณ์นั้นและอธิบายอย่างอ่อนโยนว่าเกิดอะไรขึ้น (“ถ้าหนูร้องโวยวายอยู่อย่างนี้ เราก็เข้าไปในร้านไม่ได้นะ”) จนกว่าเขาจะสงบลง
ความหงุดหงิดที่มาจากความไม่สามารถในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพของ เด็กวัยหัดเดิน อาจทำให้เขาทุบตีหรือกัดได้เช่นกัน การฝึกระเบียบวินัยเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ทำได้โดย บอกกับลูกว่าสิ่งใดที่ไม่ควรทำอย่างรวดเร็วและอย่างง่ายๆ และเปลี่ยนให้เขาแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น หากลูกตีคุณเพราะคุณขัดจังหวะการเล่นของเขาเพื่อที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อม ให้พูดว่า “เราไม่ควรตีนะจ๊ะ เพราะมันเจ็บ” และหยิบของเล่นให้เขาเล่นในขณะที่คุณเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขา
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Tuesday, August 18, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( การสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูก )
คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นคน ที่มีความมั่นใจ สามารถพึ่งตัวเองได้ พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ด้วยความกระตือรือร้น และเป็นคนที่ภาคภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง เด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองคือเด็กที่มีความเคารพในตัวเองสูง เป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเอง
กุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กคือการปลูกฝังให้ลูกมีความ เชื่อมั่นในตนเอง การเคารพในตัวเองเป็นแรงขับเคลื่อนทางพฤติกรรมของเขา หากลูกมีความเคารพในตัวเองสูง เขาจะแสดงพฤติกรรมในลักษณะที่จะทำให้เขาดูมีคุณค่าและชื่นชมในตัวเองมากขึ้น เด็กที่มีความเคารพในตัวเองต่ำจะมีแนวโน้มที่จะแสดงออกในลักษณะที่เป็นการ ตอกย้ำว่าเขาไม่มีอะไรดีและจะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อสร้างความ เชื่อมั่นให้กับเขาว่าเขาสามารถทำได้ดีกว่านั้น!
โดยทั่วไปแล้วคุณแม่สามารถช่วยเสริมสร้างความเคารพในตัวเองให้กับลูกได้ โดยช่วยให้เขารู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ซึ่งสามารถทำได้โดยเติมเต็ม 4 หัวข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ ความโดดเด่น พลังและการเป็นต้นแบบ
ความสัมพันธ์นี้หมายถึงว่าเด็กรู้สึกว่าตัวเองสัมพันธ์กับบางสิ่งบางอย่าง หรือบางคน ลูกน้อยจำเป็นต้องรู้ว่ามีของที่สำคัญหรือคนที่สำคัญเป็นของเขา ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อและคุณแม่ นอกจากนั้นเขายังจำเป็นต้องรู้ว่าคนหรือของที่สัมพันธ์กับเขานั้น คนอื่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การสอนให้ลูกรู้สึกสัมพันธ์กับร่างกายของเขาเองและสอนให้เขาเชื่อมั่นว่า ร่างกายของเขานั้นสามารถทำงานได้ดี ก็มีความสำคัญเช่นกันเมื่อคุณแม่กำลังพยายามเสริมสร้างความเคารพในตัวเองให้ กับเขา
สิ่งที่ควรทำ
* แสดงถึงความรักใคร่โดยผ่านทางสัมผัสและการแสดงสีหน้าในเชิงบวก
* บอกลูกของคุณว่าคุณรู้สึกดีกับเขา
* ชมเชยเขาเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น “คุณพ่อชอบที่ลูกพูดอย่างนุ่มนวลกับพี่นะจ๊ะ”
* ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงผลที่จะเกิดจากพฤติกรรมของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณแม่เห็นว่าเขาทำตัวดีซึ่งส่งผลดีต่อผู้คนรอบข้างเขา
* บอกเล่าความรู้สึกของคุณ ความสนใจ งานอดิเรก กิจกรรม และเรื่องราวในครอบครัวให้ลูกฟัง
* รับฟังลูกของคุณโดยอย่าวิจารณ์เขาอยู่ตลอดเวลา
* ทำบางสิ่งบางอย่างให้ลูกเพื่อเป็นการตอบรับความต้องการหรือความสนใจพิเศษของ เขา ยกตัวอย่างเช่น ให้เขาไปเรียนศิลปะเมื่อเขาแสดงออกว่าเขาสนใจ
การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะแตกต่างจากคนอื่น ช่วยเสริมสร้างความโดดเด่นและความเคารพในตัวเอง ความรู้สึกโดดเด่นหมายความว่าเด็กจำเป็นต้องรู้สึกว่าตัวเขาเองเป็นคนพิเศษ และอยากให้คนอื่นคิดว่าเขาเป็นคนพิเศษด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ควรทำ
* ส่งเสริมลูกให้แสดงความคิดที่อาจแตกต่างไปจากของคุณเอง
* อธิบายให้ลูกฟังว่าเขาพิเศษยังไง
* ปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการของเขาเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และเพิ่มโอกาสให้ลูกได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์
* หลีกเลี่ยงการล้อเลียนหรือทำให้ลูกอาย
* ช่วยหาวิธีแสดงออกซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ให้กับลูก ยกตัวอย่างเช่น บอกให้เขารู้ว่าการวาดภาพบนผนังเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่เขาวาดภาพบนกระดานแทนได้
คุณแม่ควรช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเขามีอิทธิพลเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เขาเอง และควรช่วยให้ลูกรู้สึกสบายใจเวลาที่เขาทำสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของเขา เอง ซึ่งจะช่วยเขาได้หากเขารู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไรและรู้วิธีการรับมือกับความกดดันและความเครียดเพื่อที่ว่า เขาจะได้ไม่สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง หากลูกเชื่อว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เขาตั้งใจได้สำเร็จและเป็นคนควบคุมสิ่ง สำคัญๆ ในชีวิตของเขาได้เอง เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีพลัง
สิ่งที่ควรทำ
* ให้ความรู้กับลูกในเรื่องความรับผิดชอบของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกโกรธ ควรบอกปล่อยให้เขารู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของเขาเอง เมื่อเขาโกรธ
* เมื่อคุณแม่วางแผนกิจกรรมต่างๆ ให้ลูก ควรเตรียมทางเลือกไว้หลายๆ ทาง
* ช่วยให้ลูกรู้จักวิธีการตัดสินใจ
* สอนวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าให้ลูก
* วางแผนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถสิ่งใดได้ดี ก็ให้เขาทำสิ่งนั้น
* ช่วยลูกตั้งข้อจำกัดสำหรับตัวเองและสำหรับคนอื่น
เมื่อลูกคุ้นเคยกับคนที่เป็นแบบอย่างแล้ว เขาจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการแยกแยะถูกผิดและแยกแยะว่าสิ่งใดดีสิ่งใด ไม่ดี เขาจะสามารถเข้าใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตและจะรู้ถึงมาตรฐานจากการ ประเมินพฤติกรรมของเขาที่โรงเรียนและที่บ้าน ผลที่ได้ก็คือ เขาจะรับรู้ว่าเป้าหมายคืออะไรและมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายนั้น โดยที่เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อประสบการณ์ของเขาขยายวงกว้างขึ้น และประสบการณ์ใหม่ๆ จะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวั่นเกรงสำหรับเขาอีกต่อไป
สิ่งที่ควรทำ
* ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงค่านิยมที่เขาเชื่อและเล่าค่านิยมของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกฟัง
* ช่วยลูกตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและที่สามารถทำให้สำเร็จได้สำหรับตัวเขาเอง
* บอกให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่คาดหวังอะไรจากเขา และตั้งมาตรฐานไว้อย่างชัดเจน
* ควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูก
* ช่วยให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย
โดยปกติแล้ว เด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองมักจะเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางผู้คนที่ มีความมั่นใจในตัวเอง ควรแสดงความรักต่อลูกและอย่าบังคับให้ชีวิตลูกเป็นอย่างที่คุณต้องการ ให้ความมั่นใจกับเขาว่าเขาจำเป็นต้องสำรวจโลกรอบตัวและเติบโตขึ้นเป็นคนที่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
กุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กคือการปลูกฝังให้ลูกมีความ เชื่อมั่นในตนเอง การเคารพในตัวเองเป็นแรงขับเคลื่อนทางพฤติกรรมของเขา หากลูกมีความเคารพในตัวเองสูง เขาจะแสดงพฤติกรรมในลักษณะที่จะทำให้เขาดูมีคุณค่าและชื่นชมในตัวเองมากขึ้น เด็กที่มีความเคารพในตัวเองต่ำจะมีแนวโน้มที่จะแสดงออกในลักษณะที่เป็นการ ตอกย้ำว่าเขาไม่มีอะไรดีและจะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อสร้างความ เชื่อมั่นให้กับเขาว่าเขาสามารถทำได้ดีกว่านั้น!
โดยทั่วไปแล้วคุณแม่สามารถช่วยเสริมสร้างความเคารพในตัวเองให้กับลูกได้ โดยช่วยให้เขารู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ซึ่งสามารถทำได้โดยเติมเต็ม 4 หัวข้อดังต่อไปนี้ ได้แก่ ความสัมพันธ์ ความโดดเด่น พลังและการเป็นต้นแบบ
ความสัมพันธ์นี้หมายถึงว่าเด็กรู้สึกว่าตัวเองสัมพันธ์กับบางสิ่งบางอย่าง หรือบางคน ลูกน้อยจำเป็นต้องรู้ว่ามีของที่สำคัญหรือคนที่สำคัญเป็นของเขา ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อและคุณแม่ นอกจากนั้นเขายังจำเป็นต้องรู้ว่าคนหรือของที่สัมพันธ์กับเขานั้น คนอื่นให้ความสนใจเป็นอย่างมาก การสอนให้ลูกรู้สึกสัมพันธ์กับร่างกายของเขาเองและสอนให้เขาเชื่อมั่นว่า ร่างกายของเขานั้นสามารถทำงานได้ดี ก็มีความสำคัญเช่นกันเมื่อคุณแม่กำลังพยายามเสริมสร้างความเคารพในตัวเองให้ กับเขา
สิ่งที่ควรทำ
* แสดงถึงความรักใคร่โดยผ่านทางสัมผัสและการแสดงสีหน้าในเชิงบวก
* บอกลูกของคุณว่าคุณรู้สึกดีกับเขา
* ชมเชยเขาเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น “คุณพ่อชอบที่ลูกพูดอย่างนุ่มนวลกับพี่นะจ๊ะ”
* ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงผลที่จะเกิดจากพฤติกรรมของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณแม่เห็นว่าเขาทำตัวดีซึ่งส่งผลดีต่อผู้คนรอบข้างเขา
* บอกเล่าความรู้สึกของคุณ ความสนใจ งานอดิเรก กิจกรรม และเรื่องราวในครอบครัวให้ลูกฟัง
* รับฟังลูกของคุณโดยอย่าวิจารณ์เขาอยู่ตลอดเวลา
* ทำบางสิ่งบางอย่างให้ลูกเพื่อเป็นการตอบรับความต้องการหรือความสนใจพิเศษของ เขา ยกตัวอย่างเช่น ให้เขาไปเรียนศิลปะเมื่อเขาแสดงออกว่าเขาสนใจ
การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะแตกต่างจากคนอื่น ช่วยเสริมสร้างความโดดเด่นและความเคารพในตัวเอง ความรู้สึกโดดเด่นหมายความว่าเด็กจำเป็นต้องรู้สึกว่าตัวเขาเองเป็นคนพิเศษ และอยากให้คนอื่นคิดว่าเขาเป็นคนพิเศษด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ควรทำ
* ส่งเสริมลูกให้แสดงความคิดที่อาจแตกต่างไปจากของคุณเอง
* อธิบายให้ลูกฟังว่าเขาพิเศษยังไง
* ปล่อยให้ลูกทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการของเขาเองให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และเพิ่มโอกาสให้ลูกได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์
* หลีกเลี่ยงการล้อเลียนหรือทำให้ลูกอาย
* ช่วยหาวิธีแสดงออกซึ่งเป็นที่ยอมรับได้ให้กับลูก ยกตัวอย่างเช่น บอกให้เขารู้ว่าการวาดภาพบนผนังเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่เขาวาดภาพบนกระดานแทนได้
คุณแม่ควรช่วยให้ลูกรู้สึกว่าเขามีอิทธิพลเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของ เขาเอง และควรช่วยให้ลูกรู้สึกสบายใจเวลาที่เขาทำสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของเขา เอง ซึ่งจะช่วยเขาได้หากเขารู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะแก้ปัญหาอย่างไรและรู้วิธีการรับมือกับความกดดันและความเครียดเพื่อที่ว่า เขาจะได้ไม่สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง หากลูกเชื่อว่าเขาสามารถทำในสิ่งที่เขาตั้งใจได้สำเร็จและเป็นคนควบคุมสิ่ง สำคัญๆ ในชีวิตของเขาได้เอง เขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีพลัง
สิ่งที่ควรทำ
* ให้ความรู้กับลูกในเรื่องความรับผิดชอบของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกโกรธ ควรบอกปล่อยให้เขารู้ว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของเขาเอง เมื่อเขาโกรธ
* เมื่อคุณแม่วางแผนกิจกรรมต่างๆ ให้ลูก ควรเตรียมทางเลือกไว้หลายๆ ทาง
* ช่วยให้ลูกรู้จักวิธีการตัดสินใจ
* สอนวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าให้ลูก
* วางแผนกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถสิ่งใดได้ดี ก็ให้เขาทำสิ่งนั้น
* ช่วยลูกตั้งข้อจำกัดสำหรับตัวเองและสำหรับคนอื่น
เมื่อลูกคุ้นเคยกับคนที่เป็นแบบอย่างแล้ว เขาจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการแยกแยะถูกผิดและแยกแยะว่าสิ่งใดดีสิ่งใด ไม่ดี เขาจะสามารถเข้าใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตและจะรู้ถึงมาตรฐานจากการ ประเมินพฤติกรรมของเขาที่โรงเรียนและที่บ้าน ผลที่ได้ก็คือ เขาจะรับรู้ว่าเป้าหมายคืออะไรและมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายนั้น โดยที่เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อประสบการณ์ของเขาขยายวงกว้างขึ้น และประสบการณ์ใหม่ๆ จะไม่เป็นสิ่งที่น่าหวั่นเกรงสำหรับเขาอีกต่อไป
สิ่งที่ควรทำ
* ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงค่านิยมที่เขาเชื่อและเล่าค่านิยมของคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกฟัง
* ช่วยลูกตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและที่สามารถทำให้สำเร็จได้สำหรับตัวเขาเอง
* บอกให้ลูกรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่คาดหวังอะไรจากเขา และตั้งมาตรฐานไว้อย่างชัดเจน
* ควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับลูก
* ช่วยให้ลูกมีประสบการณ์ที่หลากหลาย
โดยปกติแล้ว เด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองมักจะเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางผู้คนที่ มีความมั่นใจในตัวเอง ควรแสดงความรักต่อลูกและอย่าบังคับให้ชีวิตลูกเป็นอย่างที่คุณต้องการ ให้ความมั่นใจกับเขาว่าเขาจำเป็นต้องสำรวจโลกรอบตัวและเติบโตขึ้นเป็นคนที่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Monday, August 17, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( การสานความสัมพันธ์กับลูกน้อยวัยแบเบาะ )
การเป็นคุณพ่อคุณแม่เป็นประสบการณ์ที่น่า มหัศจรรย์ใจและมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างอย่างมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลูกของตัวเองด้วย กันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะมีตารางการทำงานแสนจะวุ่นวายก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จหากคุณพ่อคุณแม่ทราบวิธีแล้ว
และต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางอย่างที่ควรปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ 7 ข้อเพื่อทำความสนิทสนมกับลูกให้มากยิ่งขึ้น
1. สื่อสารระหว่างพ่อแม่-ลูก
แทนที่จะพูดถึงลูกหรือพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับลูก คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุณกับลูกโดยตรง ก้มตัวลงไปให้อยู่ระดับเดียวกับเขา หากคุณพ่อคุณแม่อยากเข้าใจว่าลูกกำลังคิดและรู้สึกเช่นไร ให้ถามเขาและรับฟัง อย่าเพิ่งตัดสินจากอะไรก็ตามที่เขาบอกคุณ ยอมรับความคิดเห็นของลูกและแสดงความรู้สึกถึงแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขา ก็ตาม นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเล่าความคิดและความรู้สึกของตัวเองให้ลูกฟังได้ด้วย
นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นต้องย้ำให้ลูกฟังอยู่เสมอว่าคุณรักเขาผ่านทางคำพูด เช่น “แม่รักหนูนะจ๊ะ” และผ่านการแสดงท่าทางที่ไม่ต้องใช้คำพูด เช่น การจูบ กอด หรือตีที่ไหล่เขาเบาๆ
2. ชมเชยลูก
ควรชมเชยลูกเมื่อเขาอะไรก็ตามที่ดีหรือทำสำเร็จ ชมเชยลูกเมื่อเขารู้จักปรับปรุงแก้ไขหรือชมเชยเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่คุณ แม่อยากเห็นอีก คำชมเชยของคุณแม่จะต้องมาจากใจจริงและไม่ควรวิจารณ์เขาด้วย ใช้การชมเชยเพื่ออธิบายให้ลูกฟังว่าอะไรบ้างที่เขาทำและพฤติกรรมใดบ้างที่ คุณชอบ แทนที่จะเพียงแค่พูดว่า “วาดภาพสวยจัง” คุณอาจพูดว่า “แม่ชอบสีที่ลูกใช้ในภาพนี้จังเลย มันทำให้ภาพของหนูสวยมากๆ เลย!” แทนที่จะเพียงแค่พูดว่า “เก่งมาก” คุณอาจพูดว่า “แม่ดีใจนะจ๊ะที่ลูกจัดห้องให้เป็นระเบียบ ห้องหนูดูเรียบร้อยจริงๆ จ้ะ”
3. เผื่อเวลาให้ลูกบ้าง
คุณแม่ควรเผื่อเวลาให้ลูกทุกวัน เวลาที่อยู่กับลูก คุณแม่ควรทุ่มเทเวลาให้ลูกอย่างเต็มที่ ให้ลืมเรื่องงานบ้าน อ่านหนังสือพิมพ์ หรือความวิตกกังวลใจในช่วงเวลานี้ บอกให้ลูกรู้ว่าคุณมีความสุขที่ได้อยู่กับเขาซึ่งจะทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิด กันยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน หากมีวันใดวันหนึ่งที่คุณแม่ไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับลูกได้ คุณแม่ควรหาวิธีอื่นแทน ยกตัวอย่างเช่น โทรหาเขาจากที่ทำงานเพื่อพูดคุยกัน 5 นาทีเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังคิดถึงเขาอยู่ หรือหากคุณแม่ไม่สามารถทานอาหารมื้อค่ำร่วมกับลูกได้ ให้ทานของหวานด้วยกันทีหลังในตอนค่ำแทน
ในบางครั้งบางคราว คุณแม่ควรใช้เวลาตลอดทั้งวันหรือเพียงครึ่งวันจากตารางเวลาที่แสนวุ่นวายและ ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษกับลูก เลือกทำสิ่งที่ทั้งคุณแม่และคุณลูกจะได้สนุกไปด้วยกันและไม่ใช่กิจกรรมที่ทำ ทุกวัน ยกตัวอย่างเช่น เดินคุยกันในสวนสาธารณะและทานอาหารกลางวันที่ทั้งสองคนช่วยกันเตรียมในตอน เข้า
4. เล่นกับลูก
เวลาที่คุณแม่ใช้ร่วมกับลูกจะเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอันแน่น เฟ้นกับเขา ความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาขึ้นเมื่อลูกน้อยเจริญเติบโตขึ้นเต็มวัย การเล่นกับลูกของคุณไม่จำเป็นต้องใช้ของเล่นราคาแพง คุณแม่อาจใช้เกมในวัยเด็กที่ตัวเองเคยชอบและสอนวิธีการเล่นให้ลูกก็ได้
5. เอาใจใส่ความรู้สึกของลูก
ประสบการณ์ที่ลูกได้รับในแต่ละวัน จะหล่อหลอมความรู้สึกต่างๆ มากมายในตัวเขา เขาอาจมีความสุขได้เพราะคุณครูชมเขา หรืออารมณ์เสียเพียงเพราะเขาทะเลาะกับเพื่อนสนิท คุณแม่ควรค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกและเอาใจใส่ความรู้สึกของเขาทั้งในแง่ บวกและแง่ลบที่เกิดจากประสบการณ์เหล่านี้
รับฟังลูกและคุยกับเขาว่าเขารู้สึกเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่อาจพูดว่า “เท่าที่ลูกเล่าให้แม่ฟัง ฟังดูเหมือนว่าลูกโกรธจอห์นที่เขาพูดลับหลังลูกใช่ไหมจ๊ะ” เวลาที่คุณแม่ให้โอกาสเขาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ควรเอาใจใส่และคุยกับเขาว่าเขารู้สึกเช่นไร นั่นเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าคุณอยากเข้าใจเขาจริงๆ
6. ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากพยายามที่จะใกล้ชิดกับลูกให้มากยิ่งขึ้นโดยเคร่งครัดมาก จนเกินไป คุณพ่อคุณแม่ควรให้อิสระแก่ลูกในการสำรวจโลกในวิธีที่เหมาะสมกับอายุของเขา ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่อาจอนุญาตให้ลูกไปสวนสาธารณะกับเพื่อนได้โดยอยู่ภายใต้การดูแล การให้อิสระแก่ลูกอย่างเหมาะสมและการให้ความปลอดภัยแก่เขาที่บ้าน จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคุณแม่กับลูกได้
7. แก้ไขปัญหาร่วมกับลูก
เมื่อลูกเผชิญหน้ากับปัญหา คุณแม่ไม่จำเป็นต้องหาวิธีการแก้ปัญหาให้เขาตลอดเวลา ไม่ต้องคอยบอกเขาว่าควรทำอะไร แต่คุณแม่ก็ไม่อยากปล่อยให้เขาจัดการกับปัญหาตามลำพังเช่นกัน เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรเป็นเพื่อนคู่คิดของลูกในการแก้ไขปัญหา ควรรับฟังและเข้าใจถึงสถานการณ์ ต่อจากนั้นจึงค้นหาว่าลูกคุณคิดเช่นไรหรือรู้สึกอย่างไรกับปัญหานั้น และเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรเสนอทางเลือกอื่นๆ ให้กับเขา และช่วยลูกคิดว่าแต่ละทางเลือกอาจส่งผลอะไรได้บ้างในภายหลัง คุณแม่และลูกสามารถตัดสินใจวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดด้วยกันได้ การแก้ไขปัญหาร่วมกับลูกไม่ได้เพียงแค่สอนให้เขามีทักษะที่สำคัญในชีวิตเท่า นั้น แต่ยังเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะทั้งสองคนต่างร่วมมือกันเพื่อเอาชนะปัญหา
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
และต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางอย่างที่ควรปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ 7 ข้อเพื่อทำความสนิทสนมกับลูกให้มากยิ่งขึ้น
1. สื่อสารระหว่างพ่อแม่-ลูก
แทนที่จะพูดถึงลูกหรือพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับลูก คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุณกับลูกโดยตรง ก้มตัวลงไปให้อยู่ระดับเดียวกับเขา หากคุณพ่อคุณแม่อยากเข้าใจว่าลูกกำลังคิดและรู้สึกเช่นไร ให้ถามเขาและรับฟัง อย่าเพิ่งตัดสินจากอะไรก็ตามที่เขาบอกคุณ ยอมรับความคิดเห็นของลูกและแสดงความรู้สึกถึงแม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขา ก็ตาม นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถเล่าความคิดและความรู้สึกของตัวเองให้ลูกฟังได้ด้วย
นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ยังจำเป็นต้องย้ำให้ลูกฟังอยู่เสมอว่าคุณรักเขาผ่านทางคำพูด เช่น “แม่รักหนูนะจ๊ะ” และผ่านการแสดงท่าทางที่ไม่ต้องใช้คำพูด เช่น การจูบ กอด หรือตีที่ไหล่เขาเบาๆ
2. ชมเชยลูก
ควรชมเชยลูกเมื่อเขาอะไรก็ตามที่ดีหรือทำสำเร็จ ชมเชยลูกเมื่อเขารู้จักปรับปรุงแก้ไขหรือชมเชยเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่คุณ แม่อยากเห็นอีก คำชมเชยของคุณแม่จะต้องมาจากใจจริงและไม่ควรวิจารณ์เขาด้วย ใช้การชมเชยเพื่ออธิบายให้ลูกฟังว่าอะไรบ้างที่เขาทำและพฤติกรรมใดบ้างที่ คุณชอบ แทนที่จะเพียงแค่พูดว่า “วาดภาพสวยจัง” คุณอาจพูดว่า “แม่ชอบสีที่ลูกใช้ในภาพนี้จังเลย มันทำให้ภาพของหนูสวยมากๆ เลย!” แทนที่จะเพียงแค่พูดว่า “เก่งมาก” คุณอาจพูดว่า “แม่ดีใจนะจ๊ะที่ลูกจัดห้องให้เป็นระเบียบ ห้องหนูดูเรียบร้อยจริงๆ จ้ะ”
3. เผื่อเวลาให้ลูกบ้าง
คุณแม่ควรเผื่อเวลาให้ลูกทุกวัน เวลาที่อยู่กับลูก คุณแม่ควรทุ่มเทเวลาให้ลูกอย่างเต็มที่ ให้ลืมเรื่องงานบ้าน อ่านหนังสือพิมพ์ หรือความวิตกกังวลใจในช่วงเวลานี้ บอกให้ลูกรู้ว่าคุณมีความสุขที่ได้อยู่กับเขาซึ่งจะทำให้ทั้งสองคนใกล้ชิด กันยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน หากมีวันใดวันหนึ่งที่คุณแม่ไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับลูกได้ คุณแม่ควรหาวิธีอื่นแทน ยกตัวอย่างเช่น โทรหาเขาจากที่ทำงานเพื่อพูดคุยกัน 5 นาทีเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณกำลังคิดถึงเขาอยู่ หรือหากคุณแม่ไม่สามารถทานอาหารมื้อค่ำร่วมกับลูกได้ ให้ทานของหวานด้วยกันทีหลังในตอนค่ำแทน
ในบางครั้งบางคราว คุณแม่ควรใช้เวลาตลอดทั้งวันหรือเพียงครึ่งวันจากตารางเวลาที่แสนวุ่นวายและ ทำบางสิ่งบางอย่างเป็นพิเศษกับลูก เลือกทำสิ่งที่ทั้งคุณแม่และคุณลูกจะได้สนุกไปด้วยกันและไม่ใช่กิจกรรมที่ทำ ทุกวัน ยกตัวอย่างเช่น เดินคุยกันในสวนสาธารณะและทานอาหารกลางวันที่ทั้งสองคนช่วยกันเตรียมในตอน เข้า
4. เล่นกับลูก
เวลาที่คุณแม่ใช้ร่วมกับลูกจะเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอันแน่น เฟ้นกับเขา ความสัมพันธ์นี้จะพัฒนาขึ้นเมื่อลูกน้อยเจริญเติบโตขึ้นเต็มวัย การเล่นกับลูกของคุณไม่จำเป็นต้องใช้ของเล่นราคาแพง คุณแม่อาจใช้เกมในวัยเด็กที่ตัวเองเคยชอบและสอนวิธีการเล่นให้ลูกก็ได้
5. เอาใจใส่ความรู้สึกของลูก
ประสบการณ์ที่ลูกได้รับในแต่ละวัน จะหล่อหลอมความรู้สึกต่างๆ มากมายในตัวเขา เขาอาจมีความสุขได้เพราะคุณครูชมเขา หรืออารมณ์เสียเพียงเพราะเขาทะเลาะกับเพื่อนสนิท คุณแม่ควรค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกและเอาใจใส่ความรู้สึกของเขาทั้งในแง่ บวกและแง่ลบที่เกิดจากประสบการณ์เหล่านี้
รับฟังลูกและคุยกับเขาว่าเขารู้สึกเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่อาจพูดว่า “เท่าที่ลูกเล่าให้แม่ฟัง ฟังดูเหมือนว่าลูกโกรธจอห์นที่เขาพูดลับหลังลูกใช่ไหมจ๊ะ” เวลาที่คุณแม่ให้โอกาสเขาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ควรเอาใจใส่และคุยกับเขาว่าเขารู้สึกเช่นไร นั่นเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าคุณอยากเข้าใจเขาจริงๆ
6. ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง
คุณพ่อคุณแม่ส่วนมากพยายามที่จะใกล้ชิดกับลูกให้มากยิ่งขึ้นโดยเคร่งครัดมาก จนเกินไป คุณพ่อคุณแม่ควรให้อิสระแก่ลูกในการสำรวจโลกในวิธีที่เหมาะสมกับอายุของเขา ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่อาจอนุญาตให้ลูกไปสวนสาธารณะกับเพื่อนได้โดยอยู่ภายใต้การดูแล การให้อิสระแก่ลูกอย่างเหมาะสมและการให้ความปลอดภัยแก่เขาที่บ้าน จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างคุณแม่กับลูกได้
7. แก้ไขปัญหาร่วมกับลูก
เมื่อลูกเผชิญหน้ากับปัญหา คุณแม่ไม่จำเป็นต้องหาวิธีการแก้ปัญหาให้เขาตลอดเวลา ไม่ต้องคอยบอกเขาว่าควรทำอะไร แต่คุณแม่ก็ไม่อยากปล่อยให้เขาจัดการกับปัญหาตามลำพังเช่นกัน เพราะฉะนั้น คุณแม่ควรเป็นเพื่อนคู่คิดของลูกในการแก้ไขปัญหา ควรรับฟังและเข้าใจถึงสถานการณ์ ต่อจากนั้นจึงค้นหาว่าลูกคุณคิดเช่นไรหรือรู้สึกอย่างไรกับปัญหานั้น และเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรเสนอทางเลือกอื่นๆ ให้กับเขา และช่วยลูกคิดว่าแต่ละทางเลือกอาจส่งผลอะไรได้บ้างในภายหลัง คุณแม่และลูกสามารถตัดสินใจวิธีการแก้ไขที่ดีที่สุดด้วยกันได้ การแก้ไขปัญหาร่วมกับลูกไม่ได้เพียงแค่สอนให้เขามีทักษะที่สำคัญในชีวิตเท่า นั้น แต่ยังเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะทั้งสองคนต่างร่วมมือกันเพื่อเอาชนะปัญหา
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Sunday, August 16, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( การสานความสัมพันธ์กับลูกน้อยวัยแรกเกิด)
ในช่วงสองสามสัปดาห์แรก อาจดูเหมือนว่าลูกน้อยวัยแรกเกิดของคุณไม่ได้ทำอะไรมากนักนอกจากกินแล้วก็ นอน แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ที่จริงแล้วมีอะไรเกิดขึ้นตั้งเยอะ
1. การสานความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้น
สิ่งหนึ่งที่ลูกน้อยกำลังเรียนรู้คือ การพึ่งพอคุณแม่เพื่อหาความสะดวกสบายในยามที่เขาต้องการ การสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในขณะนี้คือของขวัญอันน่ามหัศจรรย์ใจ ที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมอบให้แก่ลูกน้อยคนใหม่
2. นอน เล่น นอน เล่น
เด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอนวันละ 12 ถึง 16 ชั่วโมง และเขามักจะนอนครั้งละ 2 ถึง 5 ชั่วโมง แม้ว่าเขาจะตื่นขึ้นแล้ว แต่เขาก็อาจยังคงหลับตาอยู่ และเขาสามารถตื่นได้อย่างเต็มที่แค่ครั้งละ 6 ถึง 10 นาทีเท่านั้น คุณแม่ควรใช้ประโยชน์จากเวลาที่เขาตื่นสานความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูก ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยการกอด หรือร้องเพลง หรือพูดให้เขาฟังฝ่ายเดียว
3. บนความเอาใจใส่
เด็กแรกเกิดมองเห็นอะไรบ้าง เขามองเห็นอะไรไม่มากนัก เนื่องจากเขามองเห็นได้แต่ของที่อยู่ใกล้ๆ และจะมองเห็นชัดที่สุดในระยะประมาณ 8 ถึง 10 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะของใบหน้าคุณแม่ในขณะที่อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมกอด การมองเห็นรอบข้างยังคงไม่พัฒนา และขอบเขตการมองเห็นของเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ ถึงอย่างนั้น เด็กก็ยังชอบมองลวดลายและสีสันที่สว่างสดใส ซึ่งดูเหมือนว่าสีแดงสดใสจะสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กทารกได้มากที่สุด และสีแดงแบบเป็นมันเงาจะดีที่สุดสำหรับเด็ก ในทางตรงกันข้าม สีพาสเทลอ่อนๆ จะดูเลือนลางสำหรับเด็ก ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้ห้องของลูกเป็นห้องที่มีสีสันมากที่สุดภายใน บ้าน
ในเตียงนอน ลูกน้อยวัยแรกเกิดจะหันหน้าไปข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ให้แขวนโมบายสีสันสดใสไว้ทางด้านหนึ่งของเตียงนอนที่ซึ่งอยู่ในระดับกับสาย ตาของลูกน้อย
ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญอาจรู้เรื่องมากมายเกี่ยวกับเด็กทั่วๆ ไป แต่เมื่อคุณแม่ได้เฝ้ามอง โอบกอด ป้อนอาหาร ทำให้ลูกเรอ และแสดงความรักให้ลูกวันแล้ววันเล่า คุณแม่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดสำหรับลูกน้อยของตัวเองโดยเฉพาะ การสังเกตอย่างใกล้ชิดและการทดลองเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้คุณแม่เรียนรู้ว่าลูกน้อยต้องนอนมากเท่าไหร่และควรกระตุ้นเขามาก น้อยแค่ไหนเขาถึงจะชอบ
4. เขาเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรได้มากขึ้น
นอกจากนั้น เด็กวัยแรกเกิดยังไวต่อสิ่งกระตุ้นทางจิตใจอีกด้วย คุณแม่อาจเห็นลูกน้อยร้องไห้งอแง ทำหน้าตาบูดบึ้ง และบางทีก็ดูเหมือนว่าเขากำลังยิ้มอยู่ นั่นหมายความว่าระบบภายในจิตใจของลูกกำลังทำงานอย่างวุ่นวาย
แน่นอนว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณแม่สงสัยเรื่องวิธีการดูแลที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย ควรไปปรึกษากับแพทย์
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
1. การสานความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้น
สิ่งหนึ่งที่ลูกน้อยกำลังเรียนรู้คือ การพึ่งพอคุณแม่เพื่อหาความสะดวกสบายในยามที่เขาต้องการ การสร้างความรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในขณะนี้คือของขวัญอันน่ามหัศจรรย์ใจ ที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมอบให้แก่ลูกน้อยคนใหม่
2. นอน เล่น นอน เล่น
เด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนอนวันละ 12 ถึง 16 ชั่วโมง และเขามักจะนอนครั้งละ 2 ถึง 5 ชั่วโมง แม้ว่าเขาจะตื่นขึ้นแล้ว แต่เขาก็อาจยังคงหลับตาอยู่ และเขาสามารถตื่นได้อย่างเต็มที่แค่ครั้งละ 6 ถึง 10 นาทีเท่านั้น คุณแม่ควรใช้ประโยชน์จากเวลาที่เขาตื่นสานความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่และลูก ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยการกอด หรือร้องเพลง หรือพูดให้เขาฟังฝ่ายเดียว
3. บนความเอาใจใส่
เด็กแรกเกิดมองเห็นอะไรบ้าง เขามองเห็นอะไรไม่มากนัก เนื่องจากเขามองเห็นได้แต่ของที่อยู่ใกล้ๆ และจะมองเห็นชัดที่สุดในระยะประมาณ 8 ถึง 10 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะของใบหน้าคุณแม่ในขณะที่อุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมกอด การมองเห็นรอบข้างยังคงไม่พัฒนา และขอบเขตการมองเห็นของเด็กจะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ใหญ่ ถึงอย่างนั้น เด็กก็ยังชอบมองลวดลายและสีสันที่สว่างสดใส ซึ่งดูเหมือนว่าสีแดงสดใสจะสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กทารกได้มากที่สุด และสีแดงแบบเป็นมันเงาจะดีที่สุดสำหรับเด็ก ในทางตรงกันข้าม สีพาสเทลอ่อนๆ จะดูเลือนลางสำหรับเด็ก ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ดีที่จะทำให้ห้องของลูกเป็นห้องที่มีสีสันมากที่สุดภายใน บ้าน
ในเตียงนอน ลูกน้อยวัยแรกเกิดจะหันหน้าไปข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ให้แขวนโมบายสีสันสดใสไว้ทางด้านหนึ่งของเตียงนอนที่ซึ่งอยู่ในระดับกับสาย ตาของลูกน้อย
ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญอาจรู้เรื่องมากมายเกี่ยวกับเด็กทั่วๆ ไป แต่เมื่อคุณแม่ได้เฝ้ามอง โอบกอด ป้อนอาหาร ทำให้ลูกเรอ และแสดงความรักให้ลูกวันแล้ววันเล่า คุณแม่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดสำหรับลูกน้อยของตัวเองโดยเฉพาะ การสังเกตอย่างใกล้ชิดและการทดลองเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้คุณแม่เรียนรู้ว่าลูกน้อยต้องนอนมากเท่าไหร่และควรกระตุ้นเขามาก น้อยแค่ไหนเขาถึงจะชอบ
4. เขาเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรได้มากขึ้น
นอกจากนั้น เด็กวัยแรกเกิดยังไวต่อสิ่งกระตุ้นทางจิตใจอีกด้วย คุณแม่อาจเห็นลูกน้อยร้องไห้งอแง ทำหน้าตาบูดบึ้ง และบางทีก็ดูเหมือนว่าเขากำลังยิ้มอยู่ นั่นหมายความว่าระบบภายในจิตใจของลูกกำลังทำงานอย่างวุ่นวาย
แน่นอนว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณแม่สงสัยเรื่องวิธีการดูแลที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย ควรไปปรึกษากับแพทย์
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Saturday, August 15, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( มุมมองอารมณ์ของเด็ก )
ชอว์น่าจดจำได้อย่างแม่นยำเมื่อตอนที่เฮย์ลี่ย์ ลูกสาวของเธอยิ้มเป็นครั้งแรก “ฉันเดินไปยังเธอเพื่ออุ้มเธอขึ้นและเธอก็ยิ้มกว้างให้ฉัน ฉันเกือบจะร้องไห้เลยทีเดียว” คุณแม่ของลูกสาวกล่าว
รอยยิ้มครั้งแรกเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงอารมณ์อันน่าทึ่งที่เขาแสดงออกและ เด็กจะสามารถยิ้มได้ภายในขวบปีแรก ในช่วง 3 เดือนแรก เด็กอาจสามารถ “อ่าน” การแสดงอารมณ์และจัดเก็บข้อมูลไว้ในความทรงจำที่กำลังเจริญเติบโตของเขา ประสบการณ์ที่จัดเก็บไว้เหล่านี้จะช่วยให้ลูกสามารถจัดการและควบคุมการแสดง อารมณ์เมื่อเขาโตขึ้นได้
นั่นเขายิ้มจริงๆ หรือเปล่านะ
ในช่วงวัย 3 เดือน ลูกน้อยอาจเพลิดเพลินไปกับการทำความคุ้นเคยกับคุณแม่และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาอาจจะยิ้มง่ายและกระตือรือร้นสนใจมองดูใบหน้าของคนอื่นๆ
“เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่นและการแสดงอารมณ์ของพวกเขาเมื่อได้มี โอกาสเฝ้ามอง ฟัง และมีส่วนร่วมในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” กล่าวโดยนพ. นอร์เบิร์ต เฮอร์ชโกวิตซ์ และเอลินอร์ แชพแมน เฮอร์ชโกวิตซ์ ผู้ร่วมกันเขียนหนังสือเรื่อง A Good Start in Life...Understanding Your Child's Brain and Behavior.
นอกจากนั้น คุณแม่ยังคาดหวังได้ว่าจะได้ยินลูกหัวเราะคิกคักเป็นครั้งแรกในระหว่างช่วง เวลานี้ “เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 4 เดือน วิธีที่จะทำให้เขาหัวเราะได้แน่ๆ ก็คือทำเสียงบรือออตลกๆ ให้เขาฟัง และจูบหรือจั๊กจี้ที่ท้องเขา” นอเบิร์ตกล่าว
ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณพ่อคุณแม่จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีที่ลูกน้อยตอบ สนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคต อาร์ลีน วอล์คเกอร์ แอนดรูว์ ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่าเด็กทารกจะพัฒนาความสามารถในการอ่านอารมณ์ของเราได้ตั้งแต่ที่เขา ยังเล็กๆ “เราพบว่าเด็กทารกจะจดจำการแสดงอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ได้เมื่อเขาอายุ 3 เดือนครึ่ง” อาร์ลีนกล่าว
เนื่องจากเด็กทารกจะจ้องมองคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรควบคุมอารมณ์ให้ดี เด็กๆ สามารถรับรู้อารมณ์วิตกกังวลได้มากพอๆ กับความสุข คุณแม่ควรแสดงปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยด้วยน้ำเสียงและการแสดงออกที่อ่อนโยน เมื่อลูกน้อยตื่นตัวและรู้สึกอยากเข้าสังคม คุณแม่ก็ควรตอบสนองเวลาที่เขายิ้มและเวลาที่เขาส่งเสียงอ้อแอ้ ให้รับฟังและพูดคุยกับเขา และตอบสนองเขาอย่างอบอุ่นและปลอบโยนเขาเมื่อลูกรู้สึกวิตกกังวลหรือหวาดกลัว และกำลังร้องไห้ พยายามห่อตัวลูกไว้ในผ้าห่มหรืออุ้มลูกไว้แนบตัวในขณะที่ใส่เขาไว้ในเป้อุ้ม เด็ก อุ้มลูกเดินหรือโยกตัวไปตามเสียงดนตรีที่ขับกล่อมอย่างนุ่มนวล
ลูกมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว!
ในระหว่างช่วงวัย 6 ถึง 9 เดือน ลูกน้อยอาจเริ่มพัฒนาลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของเขาเอง ในตอนนี้คุณแม่จะคุ้นเคยกับอารมณ์ของลูกและเขาจะแสดง “น้ำเสียง” ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเขาเอง บางทีลูกอาจรู้สึกตื่นเต้นเมื่อถึงเวลาอาบน้ำหรือซุกอยู่ในอ้อมกอดของคุณแม่ เมื่อถึงเวลาเข้านอน เขาจะจดจำอารมณ์ต่างๆ ที่มีคนแสดงออกกับเขาทั้งในแง่บวกหรือแง่ลบ เวลาที่มีคนส่งเสียงดังโหวกเหวกหรือเวลาที่คุณแม่สัมผัสลูกด้วยความตึง เครียด ทั้งหมดนี้จะถูกเก็บไว้ในความทรงจำของเขา
ในช่วงวัยนี้ ลูกน้อยจะเพลิดเพลินไปกับการได้อยู่รอบๆ คนที่รักเขา เขาจะเริ่มรู้สึกผูกพันกับคนที่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กจะเริ่มรู้สึก “กังวลเมื่ออยู่ห่างแม่” เด็กส่วนมากในช่วงวัยนี้จะแสดงออกถึงความวิตกกังวลและความหวาดกลัวเมื่อคุณ พ่อคุณแม่พ้นจากสายตาเขาไป
ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหมายความว่าศูนย์กลางความทรงจำในสมองของเด็กกำลังเจริญเติบโตอย่างเต็ม ที่ เกมอย่างเช่น เกมจ๊ะเอ๋และเกมเล่นซ่อนหาจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ว่าคนและสิ่งของต่างๆ สามารถหายไปและกลับคืนมาได้
การทำตัวเป็นต้นแบบ
เมื่อลูกน้อยอายุเข้าใกล้สู่ช่วงเดือนสุดท้ายของขวบปีแรก เขาอาจสามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลายระดับยิ่งขึ้น เขาอาจสามารถแยกแยะระหว่างคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดีกับคนที่เขาไม่รู้จัก ได้ ลูกอาจมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในตอนนี้และอยากรู้อยากเห็นเพื่อสำรวจสิ่ง ต่างๆ รอบตัว ที่จริงแล้วความเป็นอิสระที่เขาเพิ่งค้นพบใหม่นี้จะช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัย และมั่นคงเมื่อเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากคนที่เขารักและไว้ใจแล้วคลานกลับมาหา ใหม่ อะไรก็ตามที่เขาไม่สบอารมณ์ที่แต่ก่อนทำให้เขาร้องไห้ ตอนนี้เขาอาจจะแค่ทำหน้าบูดบึ้งหรือแค่ส่ายหน้าเพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขา ไม่ชอบ
ลูกอาจจะแสดงสัญญาณว่าเขาหงุดหงิดหรือโกรธ โดยคุณแม่ควรสังเกต “การแสดงอารมณ์อันเกรี้ยวกราดครั้งแรกของลูก” รันต์จำได้ดีว่าเฮย์ลีย์ ลูกสาวของเธอแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดเป็นครั้งแรกเมื่อเขาอายุได้ 9 เดือน เขาพยายามใส่บล็อกตัวต่อเข้าไปในของเล่นที่มีรูปร่างเป็นช่องๆ “เขาหงุดหงิดมากและเขาจะกรีดร้องหากเขาใส่บล็อกตัวต่อไม่เข้า หรือไม่เขาก็อาจจะโยนตัวต่อนั่นทิ้งหรือทุบตีของเล่น” รันต์กล่าว
บ่อยครั้งเมื่อเด็กตื่นเต้นมากจนเกินไปหรือได้รับการกระตุ้นมากเกินไป เขาจะรู้สึกหงุดหงิด อาร์ลีนได้ให้คำแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรพยายามทำกิจกรรมอย่างอื่นหลังจากที่ เขาระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้ “ปล่อยให้ลูกน้อยแสดงอารมณ์ออกมาและปลอบโยนเขาเพื่อช่วยให้เขาได้เรียนรู้ ที่จะปรับเปลี่ยนการแสดงอารมณ์ในแง่ลบได้เร็วยิ่งขึ้น” อาร์ลีนแนะนำ
ในระยะนี้ ตุ๊กตารูปสัตว์ตัวเล็กๆ น่ากอดสักตัวหรือผ้าห่มนุ่มๆ สักผืนอาจช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจเมื่อเขาเติบโตขึ้นและสำรวจ โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เขากำลังเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ
ความคิดที่ว่าเด็กกำลังเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของเราอยู่นั้น อาจทำให้บางคนกระวนกระวายใจและระมัดระวังตัวจนเกินไป นพ. นอร์เบิร์ตได้ให้คำแนะนำอย่างง่ายๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ว่าควรทำตัวเป็นต้นแบบให้ลูก
กำหนดและบังคับใช้แนวทางอันเหมาะสมกับอายุและอารมณ์ของลูก อย่ายิ้มหรือหัวเราะเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่คุณแม่ไม่เห็นด้วย หากลูกเห็นว่าคุณแม่หัวเราะ ก็จะเป็นการสนับสนุนให้เขาทำพฤติกรรมนั้นอีก คุณแม่ควรตอบสนองเวลาที่ลูกยิ้มและเวลาที่เขาอ้อแอ้ กอดลูกน้อยแน่นๆ หันเหความสนใจของเขาและพูดกับเขาเบาๆ เมื่อเขาโกรธ และควรปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
นพ. นอร์เบิร์ตย้ำเตือนเราว่าเด็กๆ ต้องการสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและที่เขาสามารถคาดเดาได้เพื่อสร้างสัมพันธภาพ อันใกล้ชิดกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา หากเราปล่อยปละละเลยเด็กหรือไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ของเขาอย่างเหมาะสม เขาอาจจะลำบากในการสร้างสัมพันธภาพในเชิงบวกในภายหลัง
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
รอยยิ้มครั้งแรกเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงอารมณ์อันน่าทึ่งที่เขาแสดงออกและ เด็กจะสามารถยิ้มได้ภายในขวบปีแรก ในช่วง 3 เดือนแรก เด็กอาจสามารถ “อ่าน” การแสดงอารมณ์และจัดเก็บข้อมูลไว้ในความทรงจำที่กำลังเจริญเติบโตของเขา ประสบการณ์ที่จัดเก็บไว้เหล่านี้จะช่วยให้ลูกสามารถจัดการและควบคุมการแสดง อารมณ์เมื่อเขาโตขึ้นได้
นั่นเขายิ้มจริงๆ หรือเปล่านะ
ในช่วงวัย 3 เดือน ลูกน้อยอาจเพลิดเพลินไปกับการทำความคุ้นเคยกับคุณแม่และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เขาอาจจะยิ้มง่ายและกระตือรือร้นสนใจมองดูใบหน้าของคนอื่นๆ
“เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่นและการแสดงอารมณ์ของพวกเขาเมื่อได้มี โอกาสเฝ้ามอง ฟัง และมีส่วนร่วมในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” กล่าวโดยนพ. นอร์เบิร์ต เฮอร์ชโกวิตซ์ และเอลินอร์ แชพแมน เฮอร์ชโกวิตซ์ ผู้ร่วมกันเขียนหนังสือเรื่อง A Good Start in Life...Understanding Your Child's Brain and Behavior.
นอกจากนั้น คุณแม่ยังคาดหวังได้ว่าจะได้ยินลูกหัวเราะคิกคักเป็นครั้งแรกในระหว่างช่วง เวลานี้ “เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 4 เดือน วิธีที่จะทำให้เขาหัวเราะได้แน่ๆ ก็คือทำเสียงบรือออตลกๆ ให้เขาฟัง และจูบหรือจั๊กจี้ที่ท้องเขา” นอเบิร์ตกล่าว
ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณพ่อคุณแม่จะมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีที่ลูกน้อยตอบ สนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคต อาร์ลีน วอล์คเกอร์ แอนดรูว์ ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรัตเจอร์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่าเด็กทารกจะพัฒนาความสามารถในการอ่านอารมณ์ของเราได้ตั้งแต่ที่เขา ยังเล็กๆ “เราพบว่าเด็กทารกจะจดจำการแสดงอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ได้เมื่อเขาอายุ 3 เดือนครึ่ง” อาร์ลีนกล่าว
เนื่องจากเด็กทารกจะจ้องมองคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรควบคุมอารมณ์ให้ดี เด็กๆ สามารถรับรู้อารมณ์วิตกกังวลได้มากพอๆ กับความสุข คุณแม่ควรแสดงปฏิสัมพันธ์กับลูกน้อยด้วยน้ำเสียงและการแสดงออกที่อ่อนโยน เมื่อลูกน้อยตื่นตัวและรู้สึกอยากเข้าสังคม คุณแม่ก็ควรตอบสนองเวลาที่เขายิ้มและเวลาที่เขาส่งเสียงอ้อแอ้ ให้รับฟังและพูดคุยกับเขา และตอบสนองเขาอย่างอบอุ่นและปลอบโยนเขาเมื่อลูกรู้สึกวิตกกังวลหรือหวาดกลัว และกำลังร้องไห้ พยายามห่อตัวลูกไว้ในผ้าห่มหรืออุ้มลูกไว้แนบตัวในขณะที่ใส่เขาไว้ในเป้อุ้ม เด็ก อุ้มลูกเดินหรือโยกตัวไปตามเสียงดนตรีที่ขับกล่อมอย่างนุ่มนวล
ลูกมีลักษณะนิสัยเฉพาะตัว!
ในระหว่างช่วงวัย 6 ถึง 9 เดือน ลูกน้อยอาจเริ่มพัฒนาลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของเขาเอง ในตอนนี้คุณแม่จะคุ้นเคยกับอารมณ์ของลูกและเขาจะแสดง “น้ำเสียง” ที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเขาเอง บางทีลูกอาจรู้สึกตื่นเต้นเมื่อถึงเวลาอาบน้ำหรือซุกอยู่ในอ้อมกอดของคุณแม่ เมื่อถึงเวลาเข้านอน เขาจะจดจำอารมณ์ต่างๆ ที่มีคนแสดงออกกับเขาทั้งในแง่บวกหรือแง่ลบ เวลาที่มีคนส่งเสียงดังโหวกเหวกหรือเวลาที่คุณแม่สัมผัสลูกด้วยความตึง เครียด ทั้งหมดนี้จะถูกเก็บไว้ในความทรงจำของเขา
ในช่วงวัยนี้ ลูกน้อยจะเพลิดเพลินไปกับการได้อยู่รอบๆ คนที่รักเขา เขาจะเริ่มรู้สึกผูกพันกับคนที่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กจะเริ่มรู้สึก “กังวลเมื่ออยู่ห่างแม่” เด็กส่วนมากในช่วงวัยนี้จะแสดงออกถึงความวิตกกังวลและความหวาดกลัวเมื่อคุณ พ่อคุณแม่พ้นจากสายตาเขาไป
ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกวิตกกังวลอยู่บ้าง แต่พฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งหมายความว่าศูนย์กลางความทรงจำในสมองของเด็กกำลังเจริญเติบโตอย่างเต็ม ที่ เกมอย่างเช่น เกมจ๊ะเอ๋และเกมเล่นซ่อนหาจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ว่าคนและสิ่งของต่างๆ สามารถหายไปและกลับคืนมาได้
การทำตัวเป็นต้นแบบ
เมื่อลูกน้อยอายุเข้าใกล้สู่ช่วงเดือนสุดท้ายของขวบปีแรก เขาอาจสามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลายระดับยิ่งขึ้น เขาอาจสามารถแยกแยะระหว่างคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดีกับคนที่เขาไม่รู้จัก ได้ ลูกอาจมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นในตอนนี้และอยากรู้อยากเห็นเพื่อสำรวจสิ่ง ต่างๆ รอบตัว ที่จริงแล้วความเป็นอิสระที่เขาเพิ่งค้นพบใหม่นี้จะช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัย และมั่นคงเมื่อเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากคนที่เขารักและไว้ใจแล้วคลานกลับมาหา ใหม่ อะไรก็ตามที่เขาไม่สบอารมณ์ที่แต่ก่อนทำให้เขาร้องไห้ ตอนนี้เขาอาจจะแค่ทำหน้าบูดบึ้งหรือแค่ส่ายหน้าเพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขา ไม่ชอบ
ลูกอาจจะแสดงสัญญาณว่าเขาหงุดหงิดหรือโกรธ โดยคุณแม่ควรสังเกต “การแสดงอารมณ์อันเกรี้ยวกราดครั้งแรกของลูก” รันต์จำได้ดีว่าเฮย์ลีย์ ลูกสาวของเธอแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดเป็นครั้งแรกเมื่อเขาอายุได้ 9 เดือน เขาพยายามใส่บล็อกตัวต่อเข้าไปในของเล่นที่มีรูปร่างเป็นช่องๆ “เขาหงุดหงิดมากและเขาจะกรีดร้องหากเขาใส่บล็อกตัวต่อไม่เข้า หรือไม่เขาก็อาจจะโยนตัวต่อนั่นทิ้งหรือทุบตีของเล่น” รันต์กล่าว
บ่อยครั้งเมื่อเด็กตื่นเต้นมากจนเกินไปหรือได้รับการกระตุ้นมากเกินไป เขาจะรู้สึกหงุดหงิด อาร์ลีนได้ให้คำแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรพยายามทำกิจกรรมอย่างอื่นหลังจากที่ เขาระเบิดอารมณ์ออกมาเช่นนี้ “ปล่อยให้ลูกน้อยแสดงอารมณ์ออกมาและปลอบโยนเขาเพื่อช่วยให้เขาได้เรียนรู้ ที่จะปรับเปลี่ยนการแสดงอารมณ์ในแง่ลบได้เร็วยิ่งขึ้น” อาร์ลีนแนะนำ
ในระยะนี้ ตุ๊กตารูปสัตว์ตัวเล็กๆ น่ากอดสักตัวหรือผ้าห่มนุ่มๆ สักผืนอาจช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจเมื่อเขาเติบโตขึ้นและสำรวจ โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เขากำลังเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ
ความคิดที่ว่าเด็กกำลังเฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของเราอยู่นั้น อาจทำให้บางคนกระวนกระวายใจและระมัดระวังตัวจนเกินไป นพ. นอร์เบิร์ตได้ให้คำแนะนำอย่างง่ายๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ว่าควรทำตัวเป็นต้นแบบให้ลูก
กำหนดและบังคับใช้แนวทางอันเหมาะสมกับอายุและอารมณ์ของลูก อย่ายิ้มหรือหัวเราะเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่คุณแม่ไม่เห็นด้วย หากลูกเห็นว่าคุณแม่หัวเราะ ก็จะเป็นการสนับสนุนให้เขาทำพฤติกรรมนั้นอีก คุณแม่ควรตอบสนองเวลาที่ลูกยิ้มและเวลาที่เขาอ้อแอ้ กอดลูกน้อยแน่นๆ หันเหความสนใจของเขาและพูดกับเขาเบาๆ เมื่อเขาโกรธ และควรปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
นพ. นอร์เบิร์ตย้ำเตือนเราว่าเด็กๆ ต้องการสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและที่เขาสามารถคาดเดาได้เพื่อสร้างสัมพันธภาพ อันใกล้ชิดกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา หากเราปล่อยปละละเลยเด็กหรือไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ของเขาอย่างเหมาะสม เขาอาจจะลำบากในการสร้างสัมพันธภาพในเชิงบวกในภายหลัง
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Friday, August 14, 2009
การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน การพัฒนาทักษะการรับรู้ ( ยิ่งโต ยิ่งฉลาด )
ลูกน้อยจะสนใจในสิ่งรอบตัวมากขึ้น
อะไรคือสัญญาณบ่งบอกว่า “ความรู้สึกนึกคิด” ของลูกกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ในช่วงเริ่มต้น หลังจากที่ลูกน้อยอายุครบสองขวบ คุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “สมาธิในการคัดเลือกสิ่งเร้าหรือการจดจ่อ” เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็คือความสามารถในการตัดสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจจากภายนอกและสามารถ ตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เมื่ออายุได้ 25 เดือน เด็กๆ ส่วนมากจะสามารถตั้งสมาธิอยู่กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องสอง สามนาที หรืออาจนานกว่านั้นถ้าหากผู้ใหญ่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ กับเขาด้วย “เด็กในช่วงวัยนี้ยังสามารถคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ด้วย” ชาเรน ฮุสแมน ผู้อำนวยการของ Smart Start Georgia ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลเด็กเล็กกล่าวว่า “หากคุณแม่หยิบรถของเล่นให้เขา เขาก็จะเข้าใจว่าเมื่อเขาหมุนล้อรถ รถก็จะวิ่งไปได้”
ถึงแม้ว่าแนวความคิดในเรื่องนามธรรม อย่างเช่น “ดี” หรือ “ยาก” อาจจะมากเกินไปที่เด็กในช่วงวัยนี้จะเข้าใจได้ แต่ชาเรนกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเขาสามารถจับคู่สิ่งของกับภาพและแยกประเภทสิ่งของต่างได้ตามรูปทรงและ สีสัน” ในตอนนี้ลูกน้อยจะสามารถจำแนกรูปทรงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส และสามเหลี่ยมได้ ดังนั้น เขาจึงเล่นเกมตัวต่ออย่างง่ายๆ อย่างสนุกสนานมากขึ้น อันที่จริงแล้ว ในบางทีโลกใบนี้ก็เป็นเหมือนเกมตัวต่อขนาดใหญ่ที่ลูกของคุณกำลังพยายามทำ ความเข้าใจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่บางครั้งเขาต้องแยกส่วนต่างๆ ออกเพื่อที่ว่าเขาจะประกอบกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง
นอกจากนี้ เด็กในช่วงวัยนี้ยังเริ่มทำความเข้าใจในเรื่องของตัวเลข ด้วยยกตัวอย่างเช่น หากคุณแม่ถามลูกวัย 2 ขวบว่าอยากกินคุกกี้ 1 หรือ 2 ชิ้น พนันได้เลยว่าเขาจะต้องตอบว่าสองชิ้นแน่ๆ!
ความเข้าในเรื่องเหตุและผล
หลักฐานเพิ่มเติมที่ช่วยยืนยันว่าลูกน้อยกำลังเจริญเติบโตขึ้นอย่างชาญฉลาด ก็คือ เขาสามารถเข้าใจในเรื่องเหตุและผลได้อย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กแบะเบาะ เขาสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า ถ้าเขานอนร้องไห้อยู่ในเตียง จะเกิดผลลัพธ์ขึ้น ซึ่งเป็นการสอนเขาว่าเขาสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เพราะการร้องไห้จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่เขาพึงพอใจ นั่นก็คือคุณแม่จะเข้ามาในห้องและอุ้มเขาขึ้นมาเพื่อให้นม
ตอนนี้ลูกจะยังสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาร้องไห้ ไฟจะสว่างขึ้นเมื่อคุณแม่เข้ามาในห้อง– แต่จะเป็นแบบนี้เฉพาะในบางครั้งเท่านั้น แล้วทำไมถึงต้องเป็นเฉพาะในบางครั้งล่ะ เป็นเพราะเสียงร้องไห้ของเขาหรือเปล่าที่ทำให้ไฟสว่างขึ้น หรือว่าเป็นเพราะคุณแม่ หรือเป็นเพราะแสงอาทิตย์ส่องผ่านมาในห้อง เมื่อความสนใจและพลังในการสังเกตสิ่งรอบตัวของเขาเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดเขาก็จะรู้คุณแม่เป็นคนเปิดสวิตช์ไฟ และเข้าใจถึงความสัมพันธ์นี้
การทดลองและการทำซ้ำ
ด้วยพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและความคล่องแคล่วในการใช้นิ้วมือ ลูกวัย 2 ขวบของคุณจึงสามารถทดสอบทฤษฎีเหตุและผลได้อย่างชำนาญยิ่งขึ้น เมื่อเขาไขข้อสงสัยเรื่องสวิตช์ไฟได้แล้ว เขาอาจพยายามดึงเก้าอี้ไปที่ผนังและปีนขึ้นไป และทำให้ห้องเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างสลับไปสลับมา เขาจะตั้งหน้าตั้งตาทดลองทฤษฎีเรื่องเหตุและผลอื่นๆ อีกมากมาย หอคอยตัวต่อจะล้มลงทุกครั้งที่เราผลักไหมน้า คุณพ่อจะทำเสียงดุๆ ทุกครั้งที่เราดึงหางเจ้าหมาน้อยหรือเปล่านะ เนื่องจากการทำซ้ำๆ มีความสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้ ดังนั้น ลูกน้อยจึงทดลองเรื่องเหตุและผลแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในความพยายามของลูกเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เหตุผลของเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา เขาจึงชอบทำอะไรที่เป็นกิจวัตร เขาจะขอให้คุณแม่ร้องเพลงเดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเพลงที่มีท่าทางประกอบด้วย เพื่อที่เขาจะได้ทำความเข้าใจกับคำศัพท์และเพื่อดูว่าทุกครั้งที่ร้องเพลง นี้ จะเกิดสิ่งแบบเดิมๆ หรือเปล่า และพฤติกรรมของลูกจะพัฒนาขึ้นได้หากคุณแม่ทำกิจกรรมในแต่ละวันให้เป็น กิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการทำกิจวัตรประจำวันซ้ำๆ จะช่วยให้เขาในเรื่องการปรับตัวและช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจให้กับ เด็กในช่วงวัยนี้ เด็กวัย 2 ขวบที่มีตารางเวลากิจวัตรประจำวันจะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับ ต่อไป เขาจะรู้สึกกังวลน้อยลง และควบคุมแรงผลักดันในตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากลูกรู้ว่าเขาจะต้องเก็บของเล่นก่อนถึงจะได้กินขนมตอนช่วงเช้า คุณแม่ก็จะมีงานที่ต้องทำน้อยลงและเขาจะรู้จักพึ่งตัวเองมากขึ้น
หนูน้อยจอมสร้างปัญหา
ในขณะที่ลูกพยายามที่จะเป็นผู้ควบคุมและผู้บังคับบัญชาในโลกของเขา เขาจะไม่เพียงแค่ทำสกปรกเลอะเทอะเท่านั้น แต่เขายังสร้างปัญหาให้กับตัวเองอีกด้วย เขาอาจปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วก็ปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ และก็ปีนต่อขึ้นไปบนตู้เย็นเพื่อหยิบคุกกี้ที่เขาเห็นคุณแม่ซ่อนเอาไว้ตรง นั้น หรือเขาอาจคิดว่าเขาไปหยิบของเล่นต้องห้ามของพี่สาวมาเล่นได้ถ้าเขาแอบเข้า ไปในห้องของพี่ในระหว่างที่พี่ไปเรียน เมื่อพี่ไม่อยู่ ก็ไม่มีใครห้ามเขาได้
แต่ชาเรนได้เตือนเราว่า ลูกอาจไม่ได้มีเจตนาที่จะท้าทาย “ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เด็กทุกคนจะมีแรงผลักดันให้วางแผนสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองและพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เด็กที่อยู่ในช่วงวัยนี้จะมีกลวิธีต่างๆ มากมายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรทำบรรยากาศรอบตัวเขาให้ปลอดภัย และเอาใจใส่เขา แล้วเขาก็จะได้รับแรงกระตุ้นเพื่อพัฒนาทักษะการรับรู้อย่างรวดเร็วจนคุณพ่อ คุณแม่ต้องอึ้งทีเดียว”
ทำไมเด็กถึงชอบร้องไห้งอแง
เด็กส่วนมากสามารถทำสิ่งหนึ่งได้เก่งมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอย่างไม่ยอมลดละและเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายใจสำหรับ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือการร้องไห้งอแง ทำไมเด็กถึงชอบร้องไห้งอแง จุดสำคัญก็คือการร้องไห้งอแงเป็น “การอาละวาดในแบบย่อมๆ” ชาเรน ฮุสแมน ผู้อำนวยการ Smart Start Georgia กล่าว การร้องไห้งอแงเกิดจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากมายแบบเดียวที่กระตุ้นให้เด็กงอแง ได้แก่ ความหิว ความอ่อนเพลีย การถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ความไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และท้ายที่สุดก็คือนิสัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับช่วงระยะเวลาของพัฒนาการในระหว่างที่ เด็กเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้ หรือคาดว่าตัวเองจะล้มเหลวหรือผิดหวัง ชาเรนกล่าว “พวกเขารู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้หรือเหนื่อยก่อนที่จะพยายามลงมือทำด้วยซ้ำไป”
เด็กวัยหัดเดินจะติดนิสัยร้องไห้งอแง เนื่องจากเขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าเวลาที่เขางอแง เขาจะได้สิ่งที่เขาต้องการ เช่นเดียวกับเมื่อมียุงบินเข้าไปในหู จึงเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณพ่อคุณแม่จะเพิกเฉยเมื่อลูกร้องไห้งอแง ไม่ใช่ว่าเจ้าหนูวัยหัดเดินของคุณกำลังพยายามสร้างความรำคาญให้คุณแม่ แต่เขาต้องการเพียงแค่ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ผลตามที่เขาต้องการ (นั่นก็คือทำให้คุณแม่ยอมแพ้เขา) เขาเพียงแต่เป็นผู้ที่ต้องการทำในสิ่งใด ๆ ก็ตามที่จะสร้างผลตอบรับได้ตามที่ต้องการ (การทำให้คุณส่งของให้) ถ้าเขาแค่ทำเสียงฟืดฟาดขึ้นจมูกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ให้สำเร็จในสิ่งที่ เขาต้องการแล้วล่ะก็ คุณแม่ก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ
คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มความสับสนให้เด็กวัยหัดเดินเกี่ยวกับเรื่องการร้องไห้ งอแง เพราะในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ยอมแพ้เขาเพียงเพื่อให้เขาหยุดร้อง นอกจากนั้น ลูกน้อยของคุณไม่รู้ว่าการร้องไห้งอแงน่ารำคาญใจแค่ไหน เขารู้แต่เพียงว่าเสียงนี้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่นั่งลงและสนใจเขา “เรายุ่งมากจนกระทั่งละเลยลูกในขณะที่เรากำลังพูดโทรศัพท์มือถือหรือเมื่อมี อะไรตั้งหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ” ชาเรนกล่าว “ดังนั้น ลูกของเราก็เลยใช้วิธีร้องไห้โยเยมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา”
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
อะไรคือสัญญาณบ่งบอกว่า “ความรู้สึกนึกคิด” ของลูกกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ในช่วงเริ่มต้น หลังจากที่ลูกน้อยอายุครบสองขวบ คุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “สมาธิในการคัดเลือกสิ่งเร้าหรือการจดจ่อ” เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็คือความสามารถในการตัดสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจจากภายนอกและสามารถ ตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เมื่ออายุได้ 25 เดือน เด็กๆ ส่วนมากจะสามารถตั้งสมาธิอยู่กับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องสอง สามนาที หรืออาจนานกว่านั้นถ้าหากผู้ใหญ่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ กับเขาด้วย “เด็กในช่วงวัยนี้ยังสามารถคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ด้วย” ชาเรน ฮุสแมน ผู้อำนวยการของ Smart Start Georgia ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลเด็กเล็กกล่าวว่า “หากคุณแม่หยิบรถของเล่นให้เขา เขาก็จะเข้าใจว่าเมื่อเขาหมุนล้อรถ รถก็จะวิ่งไปได้”
ถึงแม้ว่าแนวความคิดในเรื่องนามธรรม อย่างเช่น “ดี” หรือ “ยาก” อาจจะมากเกินไปที่เด็กในช่วงวัยนี้จะเข้าใจได้ แต่ชาเรนกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเขาสามารถจับคู่สิ่งของกับภาพและแยกประเภทสิ่งของต่างได้ตามรูปทรงและ สีสัน” ในตอนนี้ลูกน้อยจะสามารถจำแนกรูปทรงกลม สี่เหลี่ยมจัตุรัส และสามเหลี่ยมได้ ดังนั้น เขาจึงเล่นเกมตัวต่ออย่างง่ายๆ อย่างสนุกสนานมากขึ้น อันที่จริงแล้ว ในบางทีโลกใบนี้ก็เป็นเหมือนเกมตัวต่อขนาดใหญ่ที่ลูกของคุณกำลังพยายามทำ ความเข้าใจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่บางครั้งเขาต้องแยกส่วนต่างๆ ออกเพื่อที่ว่าเขาจะประกอบกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง
นอกจากนี้ เด็กในช่วงวัยนี้ยังเริ่มทำความเข้าใจในเรื่องของตัวเลข ด้วยยกตัวอย่างเช่น หากคุณแม่ถามลูกวัย 2 ขวบว่าอยากกินคุกกี้ 1 หรือ 2 ชิ้น พนันได้เลยว่าเขาจะต้องตอบว่าสองชิ้นแน่ๆ!
ความเข้าในเรื่องเหตุและผล
หลักฐานเพิ่มเติมที่ช่วยยืนยันว่าลูกน้อยกำลังเจริญเติบโตขึ้นอย่างชาญฉลาด ก็คือ เขาสามารถเข้าใจในเรื่องเหตุและผลได้อย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กแบะเบาะ เขาสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า ถ้าเขานอนร้องไห้อยู่ในเตียง จะเกิดผลลัพธ์ขึ้น ซึ่งเป็นการสอนเขาว่าเขาสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เพราะการร้องไห้จะส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่เขาพึงพอใจ นั่นก็คือคุณแม่จะเข้ามาในห้องและอุ้มเขาขึ้นมาเพื่อให้นม
ตอนนี้ลูกจะยังสังเกตเห็นว่าเมื่อเขาร้องไห้ ไฟจะสว่างขึ้นเมื่อคุณแม่เข้ามาในห้อง– แต่จะเป็นแบบนี้เฉพาะในบางครั้งเท่านั้น แล้วทำไมถึงต้องเป็นเฉพาะในบางครั้งล่ะ เป็นเพราะเสียงร้องไห้ของเขาหรือเปล่าที่ทำให้ไฟสว่างขึ้น หรือว่าเป็นเพราะคุณแม่ หรือเป็นเพราะแสงอาทิตย์ส่องผ่านมาในห้อง เมื่อความสนใจและพลังในการสังเกตสิ่งรอบตัวของเขาเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดเขาก็จะรู้คุณแม่เป็นคนเปิดสวิตช์ไฟ และเข้าใจถึงความสัมพันธ์นี้
การทดลองและการทำซ้ำ
ด้วยพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวและความคล่องแคล่วในการใช้นิ้วมือ ลูกวัย 2 ขวบของคุณจึงสามารถทดสอบทฤษฎีเหตุและผลได้อย่างชำนาญยิ่งขึ้น เมื่อเขาไขข้อสงสัยเรื่องสวิตช์ไฟได้แล้ว เขาอาจพยายามดึงเก้าอี้ไปที่ผนังและปีนขึ้นไป และทำให้ห้องเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างสลับไปสลับมา เขาจะตั้งหน้าตั้งตาทดลองทฤษฎีเรื่องเหตุและผลอื่นๆ อีกมากมาย หอคอยตัวต่อจะล้มลงทุกครั้งที่เราผลักไหมน้า คุณพ่อจะทำเสียงดุๆ ทุกครั้งที่เราดึงหางเจ้าหมาน้อยหรือเปล่านะ เนื่องจากการทำซ้ำๆ มีความสำคัญอย่างมากต่อการเรียนรู้ ดังนั้น ลูกน้อยจึงทดลองเรื่องเหตุและผลแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในความพยายามของลูกเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เหตุผลของเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา เขาจึงชอบทำอะไรที่เป็นกิจวัตร เขาจะขอให้คุณแม่ร้องเพลงเดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเพลงที่มีท่าทางประกอบด้วย เพื่อที่เขาจะได้ทำความเข้าใจกับคำศัพท์และเพื่อดูว่าทุกครั้งที่ร้องเพลง นี้ จะเกิดสิ่งแบบเดิมๆ หรือเปล่า และพฤติกรรมของลูกจะพัฒนาขึ้นได้หากคุณแม่ทำกิจกรรมในแต่ละวันให้เป็น กิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการทำกิจวัตรประจำวันซ้ำๆ จะช่วยให้เขาในเรื่องการปรับตัวและช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจให้กับ เด็กในช่วงวัยนี้ เด็กวัย 2 ขวบที่มีตารางเวลากิจวัตรประจำวันจะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับ ต่อไป เขาจะรู้สึกกังวลน้อยลง และควบคุมแรงผลักดันในตัวเองได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากลูกรู้ว่าเขาจะต้องเก็บของเล่นก่อนถึงจะได้กินขนมตอนช่วงเช้า คุณแม่ก็จะมีงานที่ต้องทำน้อยลงและเขาจะรู้จักพึ่งตัวเองมากขึ้น
หนูน้อยจอมสร้างปัญหา
ในขณะที่ลูกพยายามที่จะเป็นผู้ควบคุมและผู้บังคับบัญชาในโลกของเขา เขาจะไม่เพียงแค่ทำสกปรกเลอะเทอะเท่านั้น แต่เขายังสร้างปัญหาให้กับตัวเองอีกด้วย เขาอาจปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ แล้วก็ปีนขึ้นไปบนเคาน์เตอร์ และก็ปีนต่อขึ้นไปบนตู้เย็นเพื่อหยิบคุกกี้ที่เขาเห็นคุณแม่ซ่อนเอาไว้ตรง นั้น หรือเขาอาจคิดว่าเขาไปหยิบของเล่นต้องห้ามของพี่สาวมาเล่นได้ถ้าเขาแอบเข้า ไปในห้องของพี่ในระหว่างที่พี่ไปเรียน เมื่อพี่ไม่อยู่ ก็ไม่มีใครห้ามเขาได้
แต่ชาเรนได้เตือนเราว่า ลูกอาจไม่ได้มีเจตนาที่จะท้าทาย “ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เด็กทุกคนจะมีแรงผลักดันให้วางแผนสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองและพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เด็กที่อยู่ในช่วงวัยนี้จะมีกลวิธีต่างๆ มากมายในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรทำบรรยากาศรอบตัวเขาให้ปลอดภัย และเอาใจใส่เขา แล้วเขาก็จะได้รับแรงกระตุ้นเพื่อพัฒนาทักษะการรับรู้อย่างรวดเร็วจนคุณพ่อ คุณแม่ต้องอึ้งทีเดียว”
ทำไมเด็กถึงชอบร้องไห้งอแง
เด็กส่วนมากสามารถทำสิ่งหนึ่งได้เก่งมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอย่างไม่ยอมลดละและเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายใจสำหรับ คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือการร้องไห้งอแง ทำไมเด็กถึงชอบร้องไห้งอแง จุดสำคัญก็คือการร้องไห้งอแงเป็น “การอาละวาดในแบบย่อมๆ” ชาเรน ฮุสแมน ผู้อำนวยการ Smart Start Georgia กล่าว การร้องไห้งอแงเกิดจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ มากมายแบบเดียวที่กระตุ้นให้เด็กงอแง ได้แก่ ความหิว ความอ่อนเพลีย การถูกกระตุ้นมากจนเกินไป ความไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และท้ายที่สุดก็คือนิสัย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับช่วงระยะเวลาของพัฒนาการในระหว่างที่ เด็กเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้ หรือคาดว่าตัวเองจะล้มเหลวหรือผิดหวัง ชาเรนกล่าว “พวกเขารู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้หรือเหนื่อยก่อนที่จะพยายามลงมือทำด้วยซ้ำไป”
เด็กวัยหัดเดินจะติดนิสัยร้องไห้งอแง เนื่องจากเขาเรียนรู้อย่างรวดเร็วว่าเวลาที่เขางอแง เขาจะได้สิ่งที่เขาต้องการ เช่นเดียวกับเมื่อมียุงบินเข้าไปในหู จึงเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณพ่อคุณแม่จะเพิกเฉยเมื่อลูกร้องไห้งอแง ไม่ใช่ว่าเจ้าหนูวัยหัดเดินของคุณกำลังพยายามสร้างความรำคาญให้คุณแม่ แต่เขาต้องการเพียงแค่ทำอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ผลตามที่เขาต้องการ (นั่นก็คือทำให้คุณแม่ยอมแพ้เขา) เขาเพียงแต่เป็นผู้ที่ต้องการทำในสิ่งใด ๆ ก็ตามที่จะสร้างผลตอบรับได้ตามที่ต้องการ (การทำให้คุณส่งของให้) ถ้าเขาแค่ทำเสียงฟืดฟาดขึ้นจมูกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ให้สำเร็จในสิ่งที่ เขาต้องการแล้วล่ะก็ คุณแม่ก็ปล่อยให้เขาทำไปเถอะ
คุณพ่อคุณแม่อาจเพิ่มความสับสนให้เด็กวัยหัดเดินเกี่ยวกับเรื่องการร้องไห้ งอแง เพราะในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ยอมแพ้เขาเพียงเพื่อให้เขาหยุดร้อง นอกจากนั้น ลูกน้อยของคุณไม่รู้ว่าการร้องไห้งอแงน่ารำคาญใจแค่ไหน เขารู้แต่เพียงว่าเสียงนี้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่นั่งลงและสนใจเขา “เรายุ่งมากจนกระทั่งละเลยลูกในขณะที่เรากำลังพูดโทรศัพท์มือถือหรือเมื่อมี อะไรตั้งหลายอย่างที่ต้องทำให้เสร็จ” ชาเรนกล่าว “ดังนั้น ลูกของเราก็เลยใช้วิธีร้องไห้โยเยมากขึ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา”
ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
Subscribe to:
Posts (Atom)