A Blogger by Beamcool

Monday, August 31, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( การเล่นเมื่อลูกน้อยโตขึ้น )

Posted by wittybuzz at 7:42 AM 0 comments
การเล่นเป็นวิธีที่เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ โลกรอบๆ ตัวเขา บทความนี้นำเสนอเกี่ยวกับการเล่นและพัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ขวบ บทความนี้จะแสดงให้เห็นว่าเด็กแต่ละช่วงอายุเล่นอย่างไร และอธิบายถึงการเลือกอุปกรณ์การเล่นที่เหมาะสมให้กับลูกด้วย

วัยแรกเกิดถึง 6 เดือน

ในช่วงเดือนแรกๆ ประสาทสัมผัสของเด็กจะยังพัฒนาไม่เต็มที่ เขาจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ในระยะ 8-14 นิ้ว เขาชอบฟังเสียงที่นุ่มนวลและเสียงดนตรี เสียงกระซิบและเสียงคุณแม่ร้องเพลง

เมื่ออายุประมาณ 3-6 เดือน ลูกน้อยจะสามารถดูดนิ้วมือและคว้าของเล่นที่วางบนมือของเขาได้ นอกจากนี้ เขายังเริ่มเอื้อมหยิบของเล่นและส่งของเล่นไปมาระหว่างมือทั้งสองข้าง\

ให้หาของเล่นชิ้นใหญ่ๆ สีสันสดใส ส่งเสียงได้และมีเสียงเพลงหรือถ้าเคลื่อนไหวได้ด้วยก็ยิ่งดี อย่างเช่น โมบาย นอกจากนี้ ของเล่นในช่วงนี้ต้องมีความปลอดภัยเมื่อเด็กเอาเข้าปากด้วย

อายุ 6-12 เดือน

เมื่ออายุ 9 เดือน เด็กจะรู้ตัวว่าของชิ้นนั้นอยู่ใกล้ แม้ว่าเขาจะไม่เห็นก็ตาม คุณแม่อาจซ่อนของเล่นชิ้นโปรดของเขาไว้ใต้ผ้าห่ม และเขาก็จะเปิดผ้าขึ้น เย้ นั่นไงเจอแล้ว!

นอกจากนี้ ลูกน้อยยังเริ่มเคลื่อนไหวได้มากขึ้น ทั้งคลาน ตั้งไข่ และค่อยๆ ขยับตัวไปช้าๆ นอกจากนี้ เขายังใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับอะไรก็ตามที่เขาเจอบนพื้นใส่ปากได้คล่องขึ้น

ลูกบอลเป็นของเล่นชิ้นโปรดของเด็กวัยนี้ เขาสามารถคลานตามลูกบอล ขว้างและมองลูกบอลตกกระดอนพื้นได้

เมื่ออายุได้ประมาณ 9 เดือน เขายังชอบเล่นกล่องหยอดบล็อกรูปทรงต่างๆ ซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของเขา แล้วยังมีโทรศัพท์เด็กเล่นซึ่งเขาสามารถเล่นเลียนแบบการโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ เขายังสามารถเริ่มที่จะวางของซ้อนกันเป็นกองๆ ได้อย่างคร่าวๆ เมื่ออายุใกล้จะ 12 เดือน

เมื่อเขาเริ่มหัดเดิน เขาจะชอบผลักของเล่นที่เขาเกาะอยู่ และก้าวไปข้างหน้าประมาณสองสามก้าว

อายุ 12-24 เดือน


เขาจะเริ่มสำรวจทุกซอกทุกมุมในบ้าน มือทั้งสองข้างจะทำงานประสานกันมากขึ้น เขาสามารถวาดภาพได้อย่างหวัดๆ และเริ่มเสาะหาของเล่น เขาจะเริ่มมีความคิดในการเล่นมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราทำชามใบนี้หล่นนะ?

ความอยากรู้อยากเห็นในตัวจะผลักดันให้เขาลองทำนู่นทำนี่ซ้ำๆ เพื่อสร้างความชำนาญในสิ่งที่เขาเล่น เมื่อเขาอายุ 24 เดือน เขาจะทดสอบข้อจำกัดของตัวเองและเริ่มที่จะยืนกรานความเป็นตัวของตัวเอง เขาจะเป็นจอมอาละวาดตัวฉกาจ เพราะเขาเริ่มอยากให้คุณรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่!

ในวัยนี้ การเล่นของเด็กจะมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น นอกจากนี้ เขายังเป็นนักเลียนแบบชีวิตประจำวันของพ่อแม่อีกด้วย เขาชอบเกมทุกอย่างที่ต้องใช้แรง

เตรียมของเล่นที่ต้องใช้แรงผลักและดึงให้เขาเล่น หาบล็อกตัวต่อขนาดใหญ่ให้เขาเล่น เนื่องจากมือทั้งสองข้างของเขาทำงานประสานกันมากขึ้นและเริ่มวางของซ้อนกัน เป็นกองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาดินสอสีหลายๆ แท่งกับกระดาษให้เขาเริ่มวาดเขียน

หาที่ปลอดภัยไว้ให้เขาปีนป่าย เล่นซ่อนแอบ สไลด์ และฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่กำลังพัฒนาของเขา

ปริศนาตัวต่อจะสร้างความสนใจให้กับเด็กอายุนี้ เพราะเขาสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้มากขึ้น และเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก การทำเสียงด้วยเครื่องมือเล็กๆ เป็นประสบการณ์น่าตื่นเต้นสำหรับเขา เนื่องจากเขาจะได้เรียนรู้จังหวะและท่วงทำนอง

บทบาทของพ่อแม่

คุณพ่อคุณแม่เป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุดของลูกน้อย เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์มักเป็นผลมาจากการที่ผู้ใหญ่เข้าไปมีส่วนเกี่ยว ข้องกับการเล่นของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ต้องมีส่วนร่วมและเล่นกับลูกตามระดับวัยของเขา เวลาเล่นด้วยกันทุกวันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสานความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ลูก

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Sunday, August 30, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( ของเล่นสำหรับลูกน้อย วัยแรกเกิดที่มีสีสันตัดกัน )

Posted by wittybuzz at 3:24 AM 0 comments
เมื่อตอนที่ท้องลูกคนแรก ตอนนั้นฉันอยากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง นอกจากจะใส่ใจอาหารทุกอย่างที่ทานเข้าไปและคร่ำเคร่งทำการบ้านจากชั้นเรียน สำหรับคลอดแล้ว ฉันยังเป็นกังวลเกี่ยวกับการตกแต่งห้องสำหรับลูกน้อยอีกด้วย ฉันรู้มาว่าเด็กแรกเกิดดูเหมือนจะชอบลวดลายสีขาวดำมากกว่า แต่ผ้าปูเตียงลายกราฟิกสีขาวดำที่มี สีแดงแซมอยู่นิดหน่อย ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ!

ท้ายที่สุดเราก็ลงเอยที่ผู้ปูเตียงลายรูปสัตว์ที่สีส่วนใหญ่เป็นสีพาสเทล และก็เลือกของเล่นและของตกแต่งที่เป็นแต่สีขาวดำ อย่างไรก็ตาม ฉันก็ต้องแปลกใจที่ลูกของเราสังเกตเห็นของที่มีสีขาว-ดำได้ดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปาร์คเกอร์ชอบดูโปสเตอร์ลายตาหมากรุกสีขาว-ดำที่เราติดเอาไว้เหนือโต๊ะ เปลี่ยนผ้าอ้อมของเขาอย่างเพลิดเพลินใจ

ทำไมของที่สีสันตัดกันจึงดึงดูดใจเด็กเล็กๆ สามารถหาตำตอบได้ในส่วนของสายตาและสมองของเด็กวัยแรกเกิด

ลูกน้อยมองเห็นอะไรบ้าง

เมื่อแรกเกิด ลูกน้อยจะสามารถมองเห็นได้ในระยะประมาณ 10 นิ้ว นอกเหนือจากระยะนั้นแล้วภาพที่ลูกน้อยมองเห็นจะไม่ชัด และก็มองไม่เห็นสีสันเช่นกัน การมองเห็นจะพัฒนาขึ้นเมื่อลูกน้อยโตขึ้นและเซลล์ประสาทตาเจริญเติบโตเต็ม ที่แล้ว เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน เขาอาจมองเห็นสีแดง ส้ม เขียวและสีเหลือง เมื่ออายุได้ 4 เดือน เขาจะสามารถแยกแยะสีทั้งหมดในแท่งสเปคตรัมได้ และการมองเห็นของเขาจะพัฒนาเกือบเทียบเท่ากับผู้ใหญ่

เด็กวัยแรกเกิดชอบมองดูอะไรก็ตามที่พวกเขามองเห็น ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาดูจะชอบของที่มีสีสันตัดกันหรือสีขาวดำมากกว่า นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าเด็กๆ ยังชอบลวดลายบางอย่างเป็นพิเศษด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้า

“โดยสัญชาตญาณแล้ว เด็กๆ ดูเหมือนจะชอบจ้องมองใบหน้ามากเป็นพิเศษ โดยเขาจะชอบมองอะไรก็ตามที่เป็นรูปไข่ที่มีจุดสองจุดเป็นดวงตาและเส้นหนึ่ง เส้นเป็นปาก” ดร.ไลส์ เอเลียต ผู้แต่งหนังสือ What's Going on in There? และ the Brain and Mind Develop in the First Five Years of Life (แบนตัม, 2543) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและกายวิภาคศาสตร์ วิทยาลัยแพทย์ชิคาโก กล่าวว่า “นอกจากนี้ เด็กๆ ยังชอบลวดลายหนาๆ อย่างเช่น กระดานหมากรุกหรือใจกลางเป้าของกระดานปาลูกดอกอีกด้วย”

ของเล่นสีขาวดำกระตุ้นความสนใจของเด็กได้มากกว่าจริงหรือ

อะไรก็ตามที่ลูกน้อยชอบจ้องดูจะกระตุ้นพัฒนาการการมองเห็นของเขา และเขาจะชอบมองลวดลายสีขาวดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 2 เดือนแรก ดังนั้น ถ้าคุณแม่หาโปสเตอร์ลายขาวดำสวยๆ หรือของเล่นเด็กที่มีสีสันตัดกันและมีเสียงกรุ๊งกริ๊งมาให้เขาเล่น ก็จะดีมาก

แต่ลูกน้อยจะมีพัฒนาการหรือไม่ถ้าหากคุณแม่ไม่เตรียมของเล่นสีขาวดำให้กับ เขาเล่นเยอะๆนั้น ดร.เอเลียต กล่าวว่า “อาจจะไม่มีผล เพราะสีขาวดำไม่ได้มีความมหัศจรรย์อะไรเลย” ดร. เอเลียตชี้แจงว่าข้าวของที่มีสีสันตัดกัน ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ใบหน้า หรือแม้แต่เงาที่เกิดจากเสาเตียงนอน ก็จะดึงดูดความสนใจจากลูกน้อย “โดยพื้นฐานแล้ว ถ้าเด็กไม่มีของเล่นที่สีตัดกันแล้ว เขาก็จะหาของที่มีสีตัดกันตามธรรมชาติ” ดร.เอเลียต กล่าวเสริม

“เด็กๆ ไม่ได้เสียโอกาสแต่อย่างใดถึงจะไม่มีของเล่นที่มีสีขาว-ดำ” เพ็นนี วอร์เนอร์ ผู้สอนพัฒนาการเด็ก วิทยาลัย ไดอาโบล วัลลี่ย์ คอลเลจ ในซาน เรมอน เมืองคาลิฟ ผู้แต่งหนังสือเกี่ยวกับพ่อแม่และเด็กในการดูแลและการพัฒนาเด็กมากกว่า 30 เล่ม รวมทั้งหนังสือชื่อ Smart Start for Your Baby (สำนักพิมพ์ Meadowbrook Press, 2544) กล่าวเห็นด้วย “ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยก็คือใบหน้าของพ่อแม่” เพ็นนีกล่าว “ใบหน้าเคลื่อนไหวได้ จึงทำให้เกิดสีสันตัดกัน และลูกน้อยจะเริ่มกระบวนการรับรู้จากจุดนี้นี่เอง”

และอย่าลืมสีสันสดใส! จากทั้งหมดที่กล่าวมา ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสีสันพัฒนาอย่างรวดเร็วมาก เพ็นนีกล่าวว่า “ยิ่งสอนให้ลูกน้อยรู้จักสีสันมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเท่าไร เขาก็จะยิ่งสามารถแยกแยะความแตกต่าง [ของสี] ได้เร็วขึ้นเท่านั้น” เมื่ออายุได้ประมาณ 4 เดือน ลูกน้อยจะมองเห็นและสนุกกับสีสันทั้ง 7 สีของสายรุ้งได้

การใช้สีขาว-ดำ

ลูกชายฝาแฝดของของคาเรน สปริง มีของเล่นสีขาว-ดำชิ้นโปรดชิ้นหนึ่ง คาเรน คุณแม่ลูกสองจากเมืองเด็ปฟอร์ด รัฐนิวเจอร์ซี่ กล่าวถึงชุดไพ่พลาสติกบนพวงกุญแจสุดโปรดของลูกชายของเธอ “ของเล่นชิ้นนั้นมีลวดลายสีขาวและสีดำ และลูกชายทั้งสองคนของฉันชอบถือพวงกุญแจนั่นมาก พวกเขาเขย่าเล่นแล้วจ้องดูลวดลายบนนั้น” เธอกล่าว

คุณแม่สามารถหาอะไรก็ได้ตามธรรมชาติที่มีตัดกันเพื่อกระตุ้นให้ลูกน้อยเล่น เพ็นนีแนะนำว่าให้ใช้ของเล่นขนาดเล็ก เช่น ของเล่นที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง เพื่อช่วยพัฒนาความสามารถในการมองเห็น “ใช้ของเล่นขนาดเท่าฝ่ามือ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เกินวิสัยในการมองเห็นของลูกน้อย...ถือให้ห่างจากเขา ประมาณ 10 นิ้ว และเคลื่อนไหวไปมา” เพ็นนีกล่าว “การทำเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยเริ่มมองตามและมองไปรอบๆ”

นอกจากนี้ โมบายเป็นของเล่นที่ดีมากสำหรับเด็กที่ยังเล็กมาก เพ็นนีแนะว่า ควรใช้โมบายที่มีขนาดใหญ่พอที่เขาจะมองเห็นได้และอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

และขอย้ำว่า ไม่มีของเล่นชิ้นใดที่จะแทนที่ความรักเต็มเปี่ยมจากผู้ดูแลได้ “ของเล่นที่ดีที่สุดก็คือคนจริงๆ ที่มองเข้าไปในดวงตา [ของลูกน้อย] ได้อย่างลึกซึ้งและพูดคุยหรือกระซิบ หรือร้องเพลงให้เขาฟัง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นทั้งทางภาพ ทางเสียง ทางภาษาและทางสังคมไปพร้อมๆ กัน” ดร.เอเลียต กล่าว

เคล็ดลับการเลือกของเล่นชิ้นแรก

การเลือกของเล่น:

* ควรอ่านฉลากก่อนซื้อ! มองหาฉลากความปลอดภัยบนผลิตภัณฑ์นั้นและใส่ใจกับคำเตือนบนฉลาก
* ของเล่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบควรมีขนาดใหญ่พอที่เด็กไม่สามารถกลืนลงคอได้ซึ่งอาจเป็นอันตรายและต้อง ไม่มีชิ้นส่วนเล็กๆ ที่สามารถถอดออกได้ เมื่อมีข้อสงสัย ให้ทำการทดสอบโดยใช้วิธีที่ง่ายๆ ดังนี้ ของเล่นมีขนาดที่จะสอดผ่านแกนกระดาษทิชชู่ได้หรือไม่ ถ้าสอดผ่านได้ แสดงว่าของเล่นนั้นมีขนาดเล็กเกินไป
* ใส่ใจเป็นพิเศษกับของเล่นที่มีสายหรือเชือก เนื่องจากของเล่นดังกล่าวอาจพันรอบคอเด็กได้

การทำความสะอาด:

* ต้องทำความสะอาดของเล่นเมื่อของเล่นสกปรกอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นเมื่อลูกน้อยกำลังฟื้นตัวจากอาการป่วยและถ้ามีเด็กคนอื่นๆ เล่นของเล่นชิ้นนั้น
* ควรทำความสะอาดของเล่นตามที่ระบุไว้ในฉลากของเล่นทุกครั้ง อย่างไรก็ดี ของเล่นที่เป็นผ้าสามารถนำไปซักได้ด้วยน้ำร้อน ของเล่นพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่ไม่มีแบตเตอรี่ โดยส่วนมากแล้วสามารถนำไปล้างในเครื่องล้างจานได้ ถ้าเป็นของเล่นที่มีแบตเตอรี่ ควรเช็ดด้านนอกให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ จากนั้นจึงตากให้แห้ง
* หลังจากที่ทำความสะอาดของเล่นพลาสติกจนสะอาดหมดจดแล้ว ให้ฆ่าเชื้อโดยผสมน้ำยาทำความสะอาดภายในบ้าน ¼ ถ้วยกับน้ำหนึ่งแกลลอน จุ่มของเล่นที่ไม่มีแบตเตอรี่ลงในน้ำยานี้ จากนั้นจึงตากให้แห้ง ส่วนของเล่นที่มีแบตเตอรี่ ให้ใช้น้ำยานี้เช็ดทำความสะอาด จากนั้นจึงตากให้แห้ง

การบำรุงรักษา:

* หมั่นตรวจดูความเสียหายบนของเล่นเสมอ ควรทิ้งของเล่นที่ชำรุดไปเสีย
* เด็กโตขึ้น แต่ของเล่นไม่ได้โตตามไปด้วย คุณแม่ควรตระหนักถึงข้อจำกัดด้านอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับของจำพวกโมบายแขวนเตียงนอนเด็ก ซึ่งควรแกะออกทันทีที่ลูกน้อยสามารถตั้งท่าคลานได้

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Saturday, August 29, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( สามวิธีง่ายๆ ในการ สานสัมพันธ์กับลูกน้อย วัยแรกเกิด )

Posted by wittybuzz at 3:24 AM 0 comments
“ฉันว่าฉันนี่โง่ซะจริง” คุณแม่ของหนูน้อยวัยหกสัปดาห์รายหนึ่งกล่าว “ฉันรู้ว่าเขาไม่เข้าใจที่ฉันพูดหรอก แต่ถึงยังไงฉันก็อดพูดกับเขาไม่ได้” เป็นความจริงที่ว่าทารกที่เด็กมากๆ จะไม่เข้าใจคำพูด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องโง่แต่อย่างใดที่คุณแม่พูดกับพวกเขา แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าคุณแม่กำลังพูดอะไร แต่ลูกน้อยก็จะสนอกสนใจน้ำเสียงของคุณแม่ ต่อไปนี้เป็น 3 วิธีง่ายๆ ที่คุณแม่สามารถเริ่มสร้างพื้นฐานทักษะการสื่อสารที่ดีให้กับเขาได้

1. มาหัดพูดกันเถอะ!


การพูดคุยกับลูกน้อยวัยแรกเกิดเป็นการสอนสิ่งสำคัญมากในการสื่อสารทางสังคม ให้แก่เขา สิ่งที่สำคัญกว่าคำพูดจริงๆ ก็คือสารที่ส่งออกไปได้แก่คำว่า แม่รักหนูนะ หนูคือคนสำคัญของแม่

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กวัยแรกเกิดไวต่อเสียงแหลมสูงมากกว่า บางทีอาจเป็นเพราะว่าลูกน้อยได้ยินเสียงแม่หลายเดือนแล้วขณะที่เจริญเติบโต อยู่ในครรภ์ ไม่ว่ากรณีใด การคุยกับลูกน้อยจะช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับใบ หน้าของแม่ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาการทางภาษาในภายหลังอีกด้วย

เพราะอย่างนี้แล้ว คุณแม่ก็ควรคุยกับเจ้าตัวน้อย เล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับสภาพอากาศ หนังสือที่กำลังอ่านอยู่ วันนี้ทานอะไรเป็นอาหารเที่ยง ชื่อของเล่นหรืออะไรก็ได้ คุณแม่จะเป็นผู้วางพื้นฐานทักษะการสื่อสารที่ดีให้แก่เขา และไม่ถือว่าเป็นการเร็วเกินไปเลย!

2. ฟังและตอบสนอง

เมื่อลูกน้อยอายุได้หนึ่งหรือสองเดือน พวกเขามักจะเริ่มสร้างเสียงของพวกเขาเอง เสียงเหล่านี้ไม่ใช่เสียงกระซิบกระซาบและเสียงอ้อแอ้เหมือนอย่างที่เด็กโต หน่อยทำ แต่พวกเขาก็จะไม่ได้เอาแต่ร้องไห้เช่นกัน ลูกน้อยอาจพูด “อ่า” หรือ “เอ่” หรืออาจเพียงแค่ทำเสียงด้วยลิ้น แม้ว่าเสียงเหล่านี้จะเป็นแค่เสียงง่ายๆ แต่มันก็เป็นขั้นแรกในการพัฒนาไปสู่ภาษาพูดเช่นกัน ผู้ใหญ่สามารถตอบสนองได้โดยเลียนเสียงสั้นๆ เหล่านี้ ในบางครั้งเจ้าตัวน้อยอาจทำเสียงนั้นซ้ำ และคุณแม่อาจกำลัง “พูดคุย” กับเขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้! สิ่งนี้เป็นเกมที่น่าดึงดูดใจสำหรับลูกน้อย คนหนึ่งที่จะสนับสนุนการสื่อสารกับคุณ

เมื่อเด็กๆ เหนื่อยเกินไป หิวเกินไป หรือพักผ่อนน้อยจนเล่นไม่ไหวแล้ว พวกเขาจะ “บอก” ด้วยการร้องไห้ หรือปฏิเสธที่คุณแม่พยายามที่จะเล่นกับพวกเขา ขอให้คุณแม่สังเกตสัญญาณเหล่านี้ และอีกไม่นานคุณแม่ก็จะรู้ถึงลักษณะส่วนตัวของลูกน้อย

3. พูดกับเขาตอนไหนก็ได้


หากคุณแม่คิดว่าต้องสงวนการเล่นและการพูดคุยเอาไว้สำหรับ “ช่วงเวลาพิเศษ” คุณแม่อาจพลาดโอกาสสำคัญในการสื่อสารกับลูกน้อยไปก็ได้ เวลาดีที่สุดที่จะพูดคุยกับลูกน้อยคือ ตอนที่เขาตื่นนอนและกำลังตื่นตัว และปกติแล้วก็คือเวลาที่อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือแต่งตัวให้เขา ช่วงเวลาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงงานที่คุณแม่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่มันคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะสื่อสารกับลูกน้อย

ขณะที่ลูกน้อยนอนมองดูคุณอยู่ คุณอาจคุยกับเขาอย่างนิ่มนวล จั๊กจี้ที่ท้องของลูกน้อยเบาๆ หรือยื่นหน้าเข้าหาเขาและส่งเสียงกระซิบกับเขา พ่อแม่บางคนก็นำของเล่นที่มีสีสันสดใสมาวางไว้ใกล้ๆ เพื่อให้ลูกน้อยดูขณะที่เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือแต่งตัวให้เขา

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Friday, August 28, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( การเล่นกับลูกน้อย วัยแรกเกิด )

Posted by wittybuzz at 12:20 AM 0 comments
คุณแม่จะรู้สึกทึ่งในช่วงสองสามสัปดาห์แรกที่ คุณแม่พาลูกน้อยวัยแรกเกิดกลับมาอยู่บ้าน ขณะที่เฝ้าดูเขา ดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยจะไม่ได้ทำอะไรมากมายนอกจากกินแล้วก็นอน แต่อย่าเข้าใจผิด ความจริงแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าที่คุณแม่คิดเสียอีก!

เด็กแรกเกิดเห็น ได้ยินและรู้สึกอะไรบ้าง


ดูเหมือนว่าเจ้าตัวน้อยจะตัวโตขึ้นแม้ในขณะที่คุณแม่เฝ้าดูเขาอยู่ ไม่เพียงแต่น้ำหนักตัวแรกเกิดจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในระยะเวลาประมาณห้า เดือนเท่านั้น แต่ความสามารถในการตอบสนองกับสิ่งรอบๆ ตัวก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน โดยแท้จริงแล้ว เด็กที่กำลังเจริญเติบโตดูเหมือนว่าจะพยายามเข้าหาคุณพ่อคุณแม่และคนทั้งโลก ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมดที่พวกเขามีอยู่

1. การมองเห็น

เมื่อเข้าเดือนที่สี่ ลูกน้อยสามารถเพ่งสายตาไปยังข้าวของต่างๆ ทั่วห้องได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะชอบมองของที่อยู่ไกลออกไปประมาณหนึ่งหลาก็ตาม ใบหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกทางสีหน้าไปเรื่อยๆ ก็ยังคงเป็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเด็กๆ แต่ในระยะนี้พวกเขาจะเริ่มมองตามของอย่างตั้งใจ และเนื่องจากตามธรรมชาติแล้ว เด็กๆ จะชอบสีสันที่สดใส บางทีคุณแม่อาจเพิ่มสายรุ้งสีสันสดใสในห้องของลูกน้อยที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะ เป็นสีอ่อนๆ ก็ได้

2. ลองฟังนี่ดูซิจ๊ะ!

ช่วงเวลานี้การฟังเริ่มมีความสำคัญสำหรับลูกน้อยมากยิ่งขึ้น เขาชอบฟังน้ำเสียงของคุณแม่เวลาที่คุณแม่พูด ร้องเพลงหรือฮัมเพลง (เมื่ออายุได้สี่เดือน ลูกน้อยจะรู้ว่าเสียงที่เขาได้ยิน เป็นเสียงของคุณพ่อคุณแม่ หรือเสียงของคนอื่น) คุณแม่จะสังเกตได้ว่าลูกน้อยอาจหยุดดูดนมเพื่อฟังเสียงใหม่ที่เขาได้ยิน และบางทีก็อาจหันหน้ามาหาเมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคุณแม่ใกล้เข้ามา เด็กวัยสี่เดือนจะชอบฟังเสียงลมพัดกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งหรือแม้แต่เสียงติ๊ก ต๊อกของนาฬิกาและชอบฟังเสียงกล่องดนตรีที่ติดอยู่ด้านข้างเตียงด้วย crib.

3. การไขว่คว้าและสัมผัส

ในระยะนี้ทุกวันลูกน้อยจะจดจ่ออยู่กับการเชื่อมโยงเสียงและภาพที่เขาได้ยิน ได้เห็นเข้าด้วยกันโดยใช้ประสาทสัมผัสของเขา ตอนแรก เด็กๆ จะไม่รู้ว่ามือทั้งสองข้างเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เด็กทารกจะมองดูมือทั้งสองข้างของพวกเขาผ่านหน้าไปและหัวเราะเวลาที่เอามือ ข้างหนึ่งจับมืออีกข้าง จากนั้นเด็กๆ จะเริ่มเคาะของเล่นที่อยู่ในเตียง และ และถ้ามือข้างหนึ่งบังเอิญสัมผัสกับอีกข้างหนึ่ง เขาอาจหยุดด้วยความประหลาดใจ ในวัยสี่เดือน การกำมืออันเนื่องมาจากปฏิกิริยารีเฟล็กซ์จะหายไป และเขาจะกำมือ แบมือและเอานิ้วพันกันได้ จากนั้นเมื่ออายุได้ห้าเดือน เด็กจะสามารถเอื้อมมือไปคว้าของ ส่งของจากมือข้างหนึ่งไปยังมืออีกข้างได้ และท้ายที่สุดก็เอามือใส่ปากเพื่อสำรวจดูต่อไป

นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับลูกน้อยที่ได้รู้ว่าเขาสามารถทำอะไรกับ ข้าวของก็ได้ เมื่อเขาให้ความสนใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ก็เท่ากับว่าเขากำลังก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Thursday, August 27, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( การเล่นและพัฒนาการ )

Posted by wittybuzz at 10:21 AM 0 comments
“ถ้ากีดกันพวกเขาไม่ให้เล่น เด็กก็เป็นเหมือนนักโทษ เท่ากับเป็นการปิดกั้นเขาจากสิ่งที่จะทำให้เขาเข้าใจถึงชีวิตจริงๆ และความหมายของชีวิต การเล่นไม่ได้เป็นเพียงแค่การเรียนรู้ทักษะในชีวิตประจำวันเท่านั้น แรงจูงใจที่จะให้เขามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และพยายามทำจนสำเร็จใน ระหว่างที่เขาเล่นนั้น จะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตขึ้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ…การเล่นเป็นอีกวิธี หนึ่งที่เด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการจัดการกับความตึงเครียดในชีวิตที่พวก เขาเผชิญ นอกจากนี้ การเล่นยังเป็นเสมือนวาล์วความปลอดภัยทำให้เขารับมือกับความกลัวและความตื่น ตระหนกที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือเขาได้อีกด้วย” องค์กรเพื่อการศึกษาในเด็กวัยเยาว์ของโลก (World Organisation for Early Childhood Education: OMEP)

โดยธรรมชาติแล้ว เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะเล่น แม้แต่เด็กที่ยากจนที่สุดและเด็กที่มีชีวิตอัตคัดที่สุดก็ล้วนแล้วแต่มีความ สุขเป็นที่สุดเมื่อได้เล่น การเล่นเป็นส่วนจำเป็นอย่างหนึ่งสำหรับการเติบโต โดยจะช่วยให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจโลก ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ ที่ได้เล่นสนุกเป็นเด็กที่มีความสุขกว่าเด็กที่ไม่ได้เล่น

เด็กแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เด็กทุกคนมีบุคลิกของเขาเอง ยกตัวอย่างเช่น เด็กทุกคนจะแสดงออกและเล่นในแบบของตัวเอง และค้นหาความสามารถของตัวเขาเอง

เด็กๆ ต้องการการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการพัฒนา ทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาจนถึงขีดสุด พ่อแม่หรือผู้ให้การดูแลจะเป็นคนแรกๆ ที่เด็กจะต้องเกี่ยวข้องด้วย ด้วยเหตุนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและให้การกระตุ้นที่จำเป็นสำหรับพัฒนาการของเขา คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้จักลูกของตัวเองมากขึ้นผ่านทางการเล่น การเล่นเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูด เมื่อเด็กโตขึ้น บุคคลอื่น เช่น เพื่อนๆ ครอบครัว และคุณครูก็จะมีบทบาทสำคัญด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ของการเล่น

การเล่นจะช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ตัวเองและสิ่งแวดล้อมผ่านทางการซึมซับและ การฝึกใช้ทักษะ เมื่อเขาสร้างโลกของพวกเขาเอง เด็กๆ จะสามารถทดลองสถานการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างอิสระและทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น การเล่นกับรถ เครื่องบินและเรือจะช่วยให้ลูกน้อยมีโอกาสได้เรียนรู้การคมนาคมทุกรูปแบบ เช่นเดียวกับเมื่อเขาออกไปเล่นข้างนอก เขาจะคุ้นเคยกับกฎจราจร อุบัติเหตุ การใช้ความเร็วและเขาอาจจะประหลาดใจกับสิ่งที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำหรือเขาอาจ จะจินตนาการว่าตัวเขาสามารถบินได้อย่างนก

นอกจากนี้ การเล่นยังช่วยให้เด็กๆ เข้าใจโลกตามระดับของการรับรู้ตามวัยของพวกเขา ลูกน้อยอาจแสดงออกให้เห็นถึงประสบการณ์บางอย่างที่เขาพบเจอมา ดังนั้น จึงทำให้สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของเขา

นอกจากนี้ เด็กยังสร้างความมั่นใจในตัวเองผ่านทางการเล่นอีกด้วย พวกเขาเรียนรู้ที่จะฝึกการควบคุมและพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่น เด็กๆ จะได้ฝึกฝนบทบาทและพฤติกรรมทางสังคมในระหว่างที่เขาเล่น “พ่อแม่ลูก” “โรงพยาบาล” หรือ “โรงเรียน” นอกจากนี้ การเล่นยังช่วยให้เด็กได้แสดงออกความรู้สึกของตน เช่น ความวิตกกังวลและความกลัว สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้และผ่อนคลายความตึงเครียดได้ การเล่น “หมอกับพยาบาล” เป็นตัวอย่างที่ดี

ประเภทของการเล่น

ลูกน้อยจะมีพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม สติปัญญา และร่างกายผ่านระยะต่างๆ ตามวัยของเขา ดังนั้น ข้อกำหนดในการเล่นจึงแตกต่างกันไปตามอายุและระดับพัฒนาการของเด็ก การเล่นจะช่วยพัฒนาให้ลูกน้อยก้าวหน้าตามช่วงวัยของเขา

เมื่อเด็กก้าวเข้าสู่ระยะต่างๆ เหล่านี้ เขาจะมีส่วนร่วมในการเล่นหลากหลายรูปแบบ

* การเล่นสำรวจเป็นการเล่นในระยะแรกเริ่มของลูกน้อยวัยแบเบาะหรือวัยหัดเดิน ลูกน้อยจะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ สิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ลูกน้อยควรได้รับการกระตุ้นที่ถูกต้อง โดยที่คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมของเล่นที่เหมาะสมให้เขา เช่น โมบายเพื่อให้เขาจ้อง ของเล่นที่มีเสียงเพลงเพื่อให้เขาฟัง และของเล่นเอาไว้ให้เขากำ สัมผัส หรือดูด
* ลูกน้อยอาจจ้องดู ดูด สัมผัสและดมกลิ่นของเล่นเหล่านี้ ในกรณีเช่นนี้ เด็กจะกำลังพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ ของเขา เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะเรียนรู้การควบคุมการเคลื่อนไหวดวงตา โดยในช่วงแรกๆ เขาจะเคลื่อนไหวดวงตาตามสิ่งกระตุ้น และในเวลาต่อมา เขาจะเคลื่อนไหวดวงตาด้วยความตั้งใจของเขาเอง ลูกน้อยที่วัยกำลังโตจะไขว่คว้าหาของเล่นและเอื้อมไปจับข้าวของต่างๆ เด็กวัยหัดเดินจะเพลิดเพลินกับการเล่นกับของที่เคลื่อนไหวได้ อย่างเช่น ลูกบอลหรือรถ นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบการเล่นเกมส์ที่มีการโต้ตอบ อย่างของเล่นจำพวกป๊อบ-อัพ รถหัดเดินที่มีของเล่นอยู่รายล้อมและมีเสียงดนตรี
* การเล่นแบบพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แสดงให้เห็นถึงสัญญาณแรกว่าเขาเริ่มรู้จัก วางแผนและใช้วัตถุและของเล่นต่างๆ อย่างมีสมาธิ เวลาที่เขาสร้างหอคอยสูงจากบล็อกตัวต่อ เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับขนาดและรูปทรง ความสนุกอย่างแรกของเขาก็คือ พังหอคอยลง แล้วค่อยสร้างใหม่อีกครั้ง
* การเล่นที่ต้องใช้พละกำลัง เมื่อลูกน้อยเริ่มหัดคลานและหัดเดิน เขาจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น เขาจะออกสำรวจพื้นที่ที่เขาอยู่ด้วยการเคลื่อนที่และสัมผัสกับทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบตัว ในวัยนี้ คุณแม่แทบจะจับตาดูเจ้านักสำรวจตัวน้อยไม่ทันเลยทีเดียว นอกจากนั้น ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ลูกน้อยวัยหัดเดินทำให้คุณแม่รู้สึกท้อและทำให้คิด ว่า เจ้าลูกคนนี้ซนจริงๆ เลย

สิ่งเจ้าตัวน้อยของคุณกำลังทำอยู่ในวัยนี้ก็คือการเรียนรู้และการสำรวจโลก ของเขาซึ่งใหญ่ขึ้น ทุกวันและทำให้เขาได้พบเจออะไรใหม่ๆ มากมาย นอกจากนี้ เด็กยังเรียนรู้ว่าเขาโตขึ้น และคิดว่าเขาสามารถทำทุกอย่างได้อีกด้วย การตั้งข้อจำกัดเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขา เพื่อที่ว่าเขาจะได้เรียนรู้ข้อจำกัด ในขณะเดียวกันก็เพื่อความปลอดภัยในโลกใบใหญ่ของเขา ซึ่งบางครั้งก็อาจใหญ่เกินไปสำหรับเจ้าตัวน้อย เด็กวัยหัดเดินชอบที่จะใช้ทักษะการเคลื่อนไหวของตัวเอง แถมยังกระตือรือร้นมากด้วย การพาเขาไปสนามเด็กเล่น จะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เคลื่อนไหวและสนุกสนานอย่างเต็มที่

* การเล่นเลียนแบบ คงน่ารักไม่น้อยที่ได้เห็นลูกน้อยเริ่มเลียนแบบท่าทางของผู้ดูแลและเรียนรู้ บทบาทหน้าที่ต่างๆ ในชีวิต ลูกน้อยจะติดตามคุณไปทุกที่และอยากทำอะไรก็ตามที่คุณกำลังทำอยู่ คุณแม่อาจจะเตรียมเหยือกและถ้วยสักสองสามใบไว้ในลิ้นชักหรือในตู้กับข้าวไว้ ให้ลูกน้อย เพื่อที่เขาจะได้ร่วมทำอาหารและล้างจานไปพร้อมๆ กับคุณแม่
* การเล่นสมมุติ เมื่อเด็กๆ มีพัฒนาการในการจินตนาการและสามารถแยกแยะโลกแห่งความจริงออกจากโลกใน จินตนาการได้แล้ว เขาก็จะเริ่มเล่นสมมุติ เก้าอี้จะกลายเป็นรถ เก้าอี้หลายตัวต่อกันเข้ากลายเป็นรถไฟและลูกน้อยก็จะสมมุติว่าตัวเขาเป็น พนักงานขับรถไฟกำลังเป่านกหวีดเมื่อ “รถไฟ” ออกจากสถานี ในการเล่นสมมุติ เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ต่างๆ และทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา เขามีอิสระที่จะสร้างสรรค์สถานการณ์ใหม่ๆ และเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นในการเล่นอย่างอิสระ
* การเล่นเข้าสังคม เมื่อเด็กๆ เข้าเรียนในโรงเรียนปฐม เพื่อนจะเข้ามามีส่วนสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญสำหรับเด็กๆ ก็คือเขาต้องเข้าร่วมกลุ่มสังคมของเขา อยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันและมีบทบาทในกลุ่มๆ นี้ เด็กๆ จะเรียนรู้ฐานะของตัวเองในสภาพแวดล้อมของเขาได้จากการลองผิดลองถูก การเข้าร่วมชมรมหรือกลุ่มกิจกรรมอื่นๆ จะช่วยพัฒนาทักษะของพวกเขายิ่งขึ้นไปอีกและสร้างเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับ เพื่อนต่างกลุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันในบรรยากาศที่หลากหลายด้วย ดังนั้น เด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเอกลักษณ์ของแต่ละคนและการยอมรับทางสังคมด้วย
* การเล่นที่ใช้ทักษะ ระหว่างเรียนในโรงเรียนปฐม ลูกน้อยจะพัฒนาทักษะอันสมบูรณ์ผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง เช่น งานฝีมือ เกมส์และกีฬาที่ต้องใช้ความคิด

ลูกน้อยจะพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว สติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไปอีก ทักษะเฉพาะทางเหล่านี้จะช่วยให้เขากำหนดบุคลิกภาพของตนเอง ทั้งส่วนที่เป็นจุดเด่นและจุดด้อย

สรุป

การเล่นของเด็กเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำแก่เด็กๆ กระตุ้นพวกเขาด้วยให้เวลากับเขา หาสถานที่ให้และอยู่เป็นเพื่อนเขา สิ่งสำคัญก็คือ ควรทำตามความสนใจของเด็กและแนะนำการเล่นรูปแบบใหม่ๆ ให้แก่เขาเพื่อให้เขาเติบโตโดยสอดคล้องพัฒนาการตามวัยของเขา

การเล่นเป็นเรื่องสนุกและช่วยให้เด็กค้นพบแนวทางของตัวเองในโลกกว้างใบนี้ การเล่นเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คุณแม่จะได้แบ่งปันกับลูกน้อย

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Wednesday, August 26, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ความสำคัญของการเล่น ( การเล่นคืองานของหนู )

Posted by wittybuzz at 9:06 AM 0 comments
เวลาหลายชั่วโมงที่ทารกหรือเด็กๆ ใช้ไปกับการเล่นนั้นมิได้หมายความว่าเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์หรือ เป็นเพียงแค่ธรรมชาติของเขาที่ต้องเล่น การเล่นอาจเป็นเรื่องสนุก แต่ก็เป็นเรื่องจริงจังในวัยเด็ก ระหว่างเวลาที่เด็กเล่นอยู่นี้ เด็กจะเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เด็กที่ลืมตามาดูโลกใบนี้เปรียบได้กับฟองน้ำพิเศษก้อนหนึ่ง– ซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษในการซึมซับ สำรวจและค้นหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเขา

การเล่นเป็นหลักสูตรอย่างหนึ่งของการสำรวจและการค้นพบซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุดในการเล่นของเด็ก เขาจะหยุดเล่นก็เฉพาะตอนนอนหลับ ด้วยเหตุนี้ การเล่นจึงเป็นงานของหนู

เช่นเดียวกันกับผู้ใหญ่ในวัยทำงานที่ต้องเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาในที่ทำงาน เพื่อให้งานนั้นเสร็จลุล่วง เด็กเองก็เรียนรู้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จากการเล่นซึ่งเสริมสร้างทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับเขาในการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

การเล่นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิทยา อารมณ์และภาษาของเด็ก

พัฒนาการทางร่างกาย

เมื่อเด็กเริ่มคลาน หัดตั้งไข่ เดินและวิ่ง นั่นแสดงว่าเขากำลังเคลื่อนไหวร่างกาย การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการให้ร่างกายทำงานประสานกันอย่าง ซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น สามารถใช้ทั้งสองมือน้อยๆ พร้อมกันได้ สามารถวิ่งได้ เป็นต้น ดังนั้น เด็กจึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหวแขนและขาทั้งสองข้างให้ประสานกัน

จากช่วง 3 เดือนแรกที่เจ้าตัวน้อยลืมตาดูโลก เขาจะสามารถเริ่มเคลื่อนไหวจากหัวไหล่จนถึงข้อศอกได้ อย่างไรก็ตามในระยะเริ่มต้นนี้ การเคลื่อนไหวเหล่านั้นจะมีแค่การแกว่งมือและการตีที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น เมื่อเขาเริ่มเล่นของเล่นชิ้นเล็กๆ และของเล่นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เขาก็จะเริ่มมีพัฒนาการในการใช้มือทั้งสองข้าง

นอกจากนี้ การเล่นยังพัฒนากล้ามเนื้อและความแข็งแรงของแขนขาทั้งส่วนบนและส่วนล่างอีกด้วย

พัฒนาการทางจิตใจ

ในการเล่นอย่างมีจินตนาการนั้น เด็กอาจสมมุติตัวเองเป็นพยาบาล หมอ หรือนักดับเพลิง นอกจากนี้ เขายังอาจสมมุติตัวเองว่าตัวเองกำลังทำอาหาร กำลังเย็บผ้าหรือจัดงานเลี้ยงน้ำชากับเพื่อนๆ ก็ได้ การเล่นอย่างมีจินตนาการเช่นนั้นจะช่วยกระตุ้นกระบวนการคิดของเด็ก ซึ่งผลที่ได้ก็คือ การเล่นแบบนี้จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับตัวเขาสำหรับสถานการณ์การเรียน รู้ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อเขาโตขึ้น

พัฒนาการทางสังคม


ขณะที่เด็กๆ เล่นกัน พวกเขาจะพัฒนาความคิดเกี่ยวกับโลกรอบๆ ตัวเขาไปพร้อมๆ กัน พวกเขาจะเรียนรู้ว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่างที่ต้องยึดถือ กฎเกณฑ์เหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับการเข้าสังคม เช่น การเข้าคิวเพื่อเล่นกระดานเลื่อน การคบหาเพื่อนใหม่ การให้และการรับ การแบ่งปันหรือแม้แต่เพียงการผูกมิตรกับเด็กคนอื่น

แม้ว่าในเบื้องต้น ดูเหมือนว่าเด็กจะยังเห็นแก่ตัวและคิดถึงตัวเขาเองเป็นใหญ่ แต่อีกไม่นานเขาก็จะเรียนรู้ที่จะพัฒนาตามคำแนะนำจากผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งจากพ่อแม่

พัฒนาการทางจิตวิทยา


เด็กจะมีความมั่นใจและเคารพในตัวเองเมื่อเขาเล่นแล้ว เขาสนุกสนานและประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ ความมั่นใจนี้จะกระตุ้นให้เขามุ่งหน้าสำรวจต่อไปและผลักดันให้เด็กได้พบกับ ประสบการณ์ในกิจกรรมที่ท้าทายยิ่งขึ้น พัฒนาการด้านความมั่นใจจะช่วยให้เขาพบกับความท้าทายต่างๆ เมื่อเขาโตขึ้น การเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ ของเขายิ่งขึ้นไปอีก

พัฒนาการทางอารมณ์


การคลุกคลีกับพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทางอารมณ์ในระยะแรกของเด็ก ไม่มีอะไรที่จะมาแทนที่พัฒนาการในระยะนี้ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรมีส่วนร่วมในระหว่างที่ลูกเล่นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ได้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เมื่อเขารู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยากออกไปสำรวจโลกกว้างด้วยความอุ่นใจว่ามีคนที่ไว้ใจได้ที่คอยช่วย เหลือเขาเสมอเมื่อยามเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้น

พัฒนาการด้านภาษา


ภาษาคือสื่ออย่างหนึ่งที่เราถ่ายทอดความหมายออกมาจากความคิดและความรู้สึก ของเรา พัฒนาการด้านภาษาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดมา ความพยายามเบื้องต้นที่เด็กสื่อสารออกมาจะอยู่ในรูปง่ายๆ และทำซ้ำๆ เมื่อเด็กโตขึ้น ความจำเป็นในการใช้ภาษาก็มากตามไปด้วย เด็กๆ ต้องใช้คำพูดและท่าทางในการแสดงออกถึงความคิดและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเมื่อ พวกเขาพบเจออะไรใหม่ๆ และแตกต่างไปจากเดิม ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นที่มีเอกลักษณ์และมีความพิเศษในตัว และภาษายังเป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ซึ่งมีความนึกคิดออกจากสัตว์ต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกัน

ความจำเป็นเบื้องต้นสำหรับพัฒนาการด้านภาษานั้นสามารถสร้างเสริมได้ผ่านการ เล่น คุณพ่อคุณมีโอกาสมากมายที่จะกระตุ้นพัฒนาการดังต่อไปนี้ผ่านทางการเล่น

* การสบตา
* ทักษะการฟัง
* การให้ความสนใจ
* การเรียนรู้ที่จะต่อแถวเข้าคิว
* ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

การติดป้ายบนสิ่งของจะช่วยได้มากเมื่อคุณพ่อคุณแม่แนะนำศัพท์ใหม่ๆ ให้กับเขา เพราะจะเป็นการเพิ่มจำนวนคำศัพท์ให้กับเขา นอกจากนี้ เด็กจะจดจำความหมายของคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้นหากให้เขาจับต้องของชิ้นนั้น

การเรียนรู้แนวความคิดอื่นๆ

การเล่นยังช่วยให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจแนวคิดพื้นฐานอื่นๆ เช่น ตัวเลข สี และตำแหน่ง (ซ้าย/ขวา และ เข้า/ออก)

การพัฒนาแนวความคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับพัฒนาการของเด็ก เนื่องจากจะช่วยสอนสิ่งต่อไปนี้

* ปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัตถุว่าของชิ้นหนึ่งเกี่ยวข้องกับของอีกชิ้นหนึ่งอย่าง ไร ยกตัวอย่างเช่น หม้อกับเตาไฟ ช้อนกับส้อม และลูกบอลกับไม้ตี
* ปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น น้ำที่กำลังเดือดร้อน น้ำแข็งเย็น ผ้านิ่ม สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กรู้ได้ด้วยตัวเองว่าเขาควรคิดและกระทำเช่นไร เป็นต้นว่า ถ้าเด็กไม่ชอบความรู้สึกร้อน เขาอาจไม่อยากถือกาต้มน้ำ เป็นต้น ซึ่งพัฒนาการด้านนี้ทำให้เขารู้มากขึ้นว่าเขาสามารถทำอะไรได้บ้างและจะเป็น การสอนเขาว่าเขาสามารถทำแบบนั้นซ้ำอีกได้

การเข้าใจถึงเหตุและผล เช่น “ถ้าหนูจับน้ำเดือดๆ หนูจะโดนลวก” ซึ่งหลักเหตุผลนี้จะเป็นพื้นฐานของการแก้ปัญหา เมื่อเขาได้แก้ปัญหา ได้สัมผัสประสบการณ์ต่างๆและได้เรียนรู้ธรรมชาติของสิ่งต่างๆ แล้ว เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Tuesday, August 25, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน พัฒนาการทางสังคม และทางอารมณ์ ( การแข่งขันระหว่างพี่น้อง )

Posted by wittybuzz at 8:10 AM 0 comments
การแข่งขันระหว่างพี่น้องเป็นเรื่องของการเอา ชนะ ช่องว่างระหว่างวัยและเพศจะมีต่อความรุนแรงของการแข่งขันระหว่างพี่น้อง โดยทั่วไปแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าการอิจฉาและการแข่งขันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในพี่ น้องที่มีอายุห่างกันหนึ่งถึงสามปี ความรุนแรงนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นพี่น้องเพศเดียวกัน

การแข่งขันระหว่างพี่น้องยังเกี่ยวข้องกับการให้ได้มาซึ่งอำนาจ ตามคำกล่าวของดร. อัลเบิร์ต แอดเลอร์ นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงและเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎของ Sigmund Freud ที่ว่า “การโต้เถียงกันของเด็กนั้น แท้ที่จริงแล้วเกิดจากการแสวงหาอำนาจของจิตใต้สำนึก” ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความรักและเลี้ยงดูน้องตัวน้อยๆ เขาจะพัฒนาความคิดในแง่บวกและจะเรียนรู้อย่างช้าๆ ในเรื่องการแข่งขันกับพี่น้องของเขาซึ่งมา “แย่งชิง” ความรักและการเอาใจใส่จากพ่อแม่ไป

การเตรียมลูกน้อยให้พร้อมต้อนรับน้องที่จะเกิดใหม่

สำหรับเด็กวัยหัดเดินหรือเด็กก่อนวัยเรียนที่ยังเล็กๆ อยู่ คุณแม่ควรบอกลูกว่าคุณแม่กำลังตั้งครรภ์เฉพาะในช่วงสองถึงสามเดือนสุดท้าย เมื่อท้องของคุณแม่เริ่มโตขึ้นและลูกสังเกตเห็นว่าคุณแม่เหนื่อยง่ายกว่า ปกติ

ย้ำกับลูกคนโตว่า เมื่อมีน้องใหม่ สถานะของเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงและคุณจะยังคงรักเขามากเช่นเดิมตลอดไป

บอกให้ลูกรู้ความจริงที่ว่าเด็กเล็กๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย จำเป็นต้องได้รับการดูแลและอาจจะร้องไห้เยอะมาก พี่ไม่ควรคาดหวังว่าน้องจะเล่นกับเขาได้จนกว่าจะสองสามปีให้หลัง

เตรียมความพร้อมให้กับลูกเวลาที่คุณแม่ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อคลอดน้อง ซึ่งเขาต้องแยกจากคุณแม่ชั่วคราว

ให้พี่มีส่วนร่วมโดยให้เขามีหน้าที่โทรไปคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายว่าน้องคลอดแล้ว แต่อย่าให้ความสำคัญกับน้องใหม่จนออกหน้าออกตา เพราะจะทำให้พี่สูญเสียความเชื่อมั่นในสถานะของเขาในครอบครัว

สำหรับพี่ที่อยู่ในวัยเข้าเรียน คุณแม่อาจพบว่าเขามีความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในขั้นตอนการดูแลน้อง การพาน้องใหม่เข้าบ้านยังทำให้เขามีโอกาสได้แสดงบทบาทเป็นพี่ที่โตแล้วอีก ด้วย

ควรเตรียมพร้อมรับความไม่พอใจของพี่คนโต เด็กที่ยังเล็กๆ อาจมีแสดงความอิจฉาอย่างเปิดเผยและอย่างโจ่งแจ้ง หากคุณแม่พบว่าลูกไม่พอใจและอิจฉาน้อง คุณแม่ต้องปล่อยให้ลูกคนโตระบายความหวาดกลัวและความรู้สึกของเขาให้ฟัง แต่จะต้องย้ำกฎอย่างหนึ่งให้เขาฟังว่า ห้ามใช้ความรุนแรงภายในบ้านไม่ว่าเวลาใดก็ตาม

ไม่ควรปล่อยให้เด็กวัยหัดเดินที่ยังเล็กๆ หรือเด็กก่อนวัยเรียนอยู่ตามลำพังกับน้องจนกว่าเขาจะสานความสัมพันธ์กับน้อง แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การแข่งขันระหว่างพี่น้องเป็นเรื่องปกติที่สุด การทะเลาะกันระหว่างพี่น้องเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวขั้นพื้นฐานที่สุด ในฐานะที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ จึงไม่จำเป็นต้องห้ามการแข่งขันระหว่างพี่น้อง แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้เป็นการแข่งขันที่สร้างสรรค์ได้หากมีการจัดการ ที่ดี

การจัดการเรื่องการแข่งขันระหว่างพี่น้องในเด็กโต

เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณพ่อคุณแม่

* คุณแม่ไม่ต้องอารมณ์เสียหรือเหนื่อยหน่ายถ้าลูกๆ มักทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา การแข่งขันกันระหว่างพี่น้องคือกระบวนการทางธรรมชาติของการเจริญเติบโตและ เป็นเรื่องดีสำหรับลูกที่จะทะเลาะกัน แล้วก็คืนดีกัน แล้วก็ทะเลาะกันใหม่
* คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าแทรกแซงเฉพาะเวลาที่ลูกใช้กำลังกันในระหว่างที่ทะเลาะ กันเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรกระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม พวกเขาเรียนรู้การมีความมั่นใจและการพึ่งพาตัวเองถ้าเขาได้ต่อสู้ด้วยตัวเอง และสะสางปัญหาเอง นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ก็จะไม่ได้อยู่กับเขาไปชั่วชีวิต
* อย่าพยายามเป็นผู้พิพากษาหรือผู้ตัดสิน การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีแต่อย่างใด คุณพ่อคุณแม่จะถูกกล่าวหาว่าลำเอียงเสมอ หากคุณต้องตัดสินใจ ให้รับฟังทั้งสองฝ่ายก่อน และต้องยุติธรรมและมั่นคง คำตัดสินควรกระชับได้ใจความ
* จะต้องบังคับใช้กฎ “ห้ามใช้ความรุนแรง” อย่างเข้มงวดและอย่างรวดเร็ว ซึ่งเด็กๆ ทุกคนภายในบ้านจะต้องปฏิบัติตามตลอดเวลา
* การแบ่งประเภทไม่ว่าจะเป็นในแง่บวกหรือลบจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันที่เกินความ จำเป็นสำหรับเด็กๆ เช่นเดียวกับการที่อย่าผลักดันความฝันที่คุณพ่อคุณแม่ทำไม่สำเร็จให้กับลูก เด็กๆ ควรได้รับการกระตุ้นให้พัฒนาตามพรสวรรค์และศักยภาพของเขาเอง
* อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น ในบางครั้งคุณพ่อคุณแม่หลงลืมและเปรียบเทียบระหว่างลูกของตัวเองกับเด็กคน อื่น ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนบ้าน และลูกพี่ลูกน้อง การเปรียบเทียบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบในแง่ลบจะทำให้การแข่งขันระหว่างพี่น้อง ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
* คาดการณ์จุดที่จะก่อให้เกิดปัญหาและตรวจหา “สัญญาณบ่งบอกอันตราย” ตั้งแต่เนิ่นๆ
* แยกลูกออกจากกันเมื่อเขาใช้กำลังกัน ในบางครั้งคุณแม่อาจจำเป็นต้องปกป้องพี่มากกว่าน้อง และมีบ่อยครั้งที่พี่มักถูกคาดหวังว่าต้องยอมแพ้ให้น้อง โดยไม่คำนึงว่าพี่คนโตก็มีความต้องการของเขาเองเหมือนกัน
* พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกและใช้วิธีให้รางวัล พฤติกรรมที่ดีควรได้รับการส่งเสริมและชื่นชม แต่เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คุณแม่ก็ไม่ควรลังเลใจที่จะยึดรางวัลนั้นคืน
* ควรหาพื้นที่ส่วนตัวให้ลูกแต่ละคนซึ่งเป็นที่ที่เขาจะได้อยู่ตามลำพังและ เป็นที่เก็บของเล่น หนังสือ เป็นต้น และควรให้ลูกคนอื่นๆ เคารพพื้นที่ส่วนตัวของพี่น้องแต่ละคนด้วย

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
 

Mama And Baby Care Copyright © 2009 Baby Shop is Designed by Ipietoon Sponsored by Emocutez