A Blogger by Beamcool

Monday, July 20, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน ภาษา ( คุณแม่มีส่วนช่วยให้ลูกน้อยพูดได้ )

Posted by wittybuzz at 5:10 PM 0 comments
การเรียนรู้เพื่อที่จะพูดเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น โดยการเรียนรู้นี้จะเริ่มต้นทันทีหลังจากเขาลืมตาดูโลก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับลูกน้อย ครอบครัว และมิตรสหาย แต่บางครั้งมันก็ไม่ง่ายเสมอไป กระบวนการหัดพูดนี้จะเริ่มตั้งแต่ความสนใจ การรับฟัง การคิดอ่าน ความเข้าใจ ความจำเป็น และความอยากพูดของเด็ก นอกจากนั้น ยังรวมไปถึงการผลัดกันพูด และความสามารถในการทำงานสอดคล้องกันของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด

เด็กแต่ละคนจะเริ่มหัดพูดในช่วงวัยที่แตกต่างกันไป เด็กบางคนสามารถออกเสียงเป็นคำที่เข้าใจได้เป็นครั้งแรกก่อนอายุถึง 1 ขวบ ในขณะที่เด็กคนอื่น ๆ กว่าจะพูดได้ก็ต้อง 2 ขวบขึ้นไป อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเด็กๆ ส่วนใหญ่จะเริ่มพูดได้ตอนอายุ 18 เดือน

เด็กจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นให้พูดในวิธีแบบเดียวกับที่เรากระตุ้นให้เขา เดิน และขอให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักว่าเด็กสามารถเข้าใจสิ่งที่เราพูดกับเขาเร็ว กว่าที่เขาจะพูดได้เอง

12 เคล็ดลับในการพูด


ต่อไปนี้คือวิธีการบางอย่างที่คุณแม่สามารถช่วยลูกน้อยให้หัดพูดได้ โดยจะต้องมีความอดทน วิธีการช่วยลูกหัดพูดนี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและดูคล้ายว่าจะเห็นผลช้า คำที่ลูกพูดอาจฟังไม่ชัดเจนและเขาอาจพูดตะกุกตะกักหรือลังเลที่จะพูดได้

* ให้คุยกับลูกเวลาที่กำลังเล่นด้วยกัน
* สนุกสนานไปกับเพลงกล่อมเด็กและเพลงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงที่มีท่าทางประกอบ
* ส่งเสริมลูกให้ได้ฟังเสียงที่หลากหลาย (ยกตัวอย่างเช่น เสียงสัตว์ เสียงเครื่องบิน เสียงกริ่งประตู)
* เรียกความสนใจจากลูกเวลาที่พูดคุยกับเขา กระตุ้นให้ลูกมองมาที่คุณหรือที่สิ่งของซึ่งคุณกำลังพูดถึง
* ส่งเสริมให้ลูกสื่อสารด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านทางคำพูดเท่านั้น แต่ควรใช้ภาษาท่าทางและรูปภาพ เป็นต้น
* ให้ลูกได้มีโอกาสเลือก (ยกตัวอย่างเช่น ลูกอยากกินส้มหรือกล้วยจ๊ะ?)
* เล่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้เขาฟัง (ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก เวลาดูโทรทัศน์ เวลาจัดของที่เพิ่งไปซื้อมา)
* รับฟังอย่างตั้งใจและให้เวลาลูกพูดให้จบประโยคที่เขากำลังพูดอยู่ โดยให้สลับกันพูด
* ให้โอกาสลูกได้พูด ให้กำลังใจเขาโดยบอกกับเขาว่า “พูดเก่งมากจ๊ะ” หรือ “ฟังรู้เรื่องด้วย เก่งจังเลย”
* ช่วยให้ลูกเรียนรู้คำให้มากขึ้นโดยพูดเสริมคำที่เขาพูด ยกตัวอย่างเช่น
o ลูก: “บอล”
o คุณพ่อคุณแม่: “ใช่ลูก โยนมาซิจ๊ะ เก่งมาก! ดูซิ ลูกบอลนี้ลูกใหญ่เนอะ”
* หากลูกพูดคำบางคำที่ไม่ถูกต้อง คุณแม่ควรพูดคำนั้นซ้ำอีกครั้งให้ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบังคับให้ลูกพูดคำซ้ำๆ ยกตัวอย่างเช่น
o ลูก: “ปะ…”
o คุณพ่อคุณแม่: “ใช่จ๊ะ ปลา”
* หาเวลาพิเศษอยู่กับลูกในแต่ละวันเพื่อเล่นของเล่นและอ่านหนังสือภาพด้วยกัน


ข้อควรจำ...

* อย่าคาดหวังมากและเร็วจนเกินไป
* อย่าเป็นกังวลหากลูกพูดได้ไม่มากเท่ากับลูกของเพื่อน การพูดต้องใช้เวลา - อย่างเร่งเร้าเขาจนเกินไป

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Sunday, July 19, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ศักยภาพสูงสุดของลูกน้อยด้าน ภาษา ( ไม่มีคำว่าเร็วเกินไปที่จะพูด )

Posted by wittybuzz at 2:32 AM 0 comments
ฉันยังจำได้ว่าตัวเองกระวนกระวายและตื่นเต้นแค่ ไหนเมื่อกลายเป็นคุณแม่ลูกแฝดมือใหม่ ในช่วงแรกๆ ทุกนาทีหมดไปกับงานเลี้ยงลูกๆ ถ้าไม่ได้ให้นมลูกหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอยู่ ดิฉันก็จะง่วนอยู่กับการซักผ้า เตรียมขวดนมหรือไม่ก็สอนให้ลูกๆ พูด!

ทุกวันนี้การสอนลูกพูดอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากนัก แต่ดิฉันอยากบอกว่าคุณอาจกำลังสอนลูกพูดโดยไม่รู้ตัว ทุกคำที่คุณเอ่ยกับลูกน้อยล้วนมีค่า ซึ่งเขาจะได้ยิน และสมองที่กำลังพัฒนาของเขาจะนำคำนั้นๆ ไปประมวลผล

ในช่วงระยะเวลาสามปีแรก พัฒนาการทางภาษาจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว แก้วตาดวงใจตัวน้อยๆ ของคุณจะใช้เวลานานพอสมควรในการซึมซับและทำความเข้าใจกับภาษาที่จะกลายเป็น พื้นฐานในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิตก่อนที่จะพูดคำแรกได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่คุณจะต้องเป็นแม่แบบทางภาษาที่ดีที่สุดเท่า ที่จะทำได้ให้แก่ลูกน้อยที่อยู่ในวัยกำลังพัฒนา ในกรณีเช่นนี้ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็ ยิ่งดีท่านั้น!

ลูกน้อยฟังอยู่ตลอดเวลา

ลูกน้อยมักจะฟังคำพูดรอบตัวตลอดเวลา ในช่วงชีวิตสามสี่เดือนแรก เขาจะตอบสนองได้ดีที่สุดกับประโยคสั้นๆ เสียงสูงๆ และประโยคที่ "ร้องเป็นเพลง” คริสต้า ยอกคึม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและแม่ของน้องคาร์ลินอายุ 10 สัปดาห์กล่าวว่า “ฉันรู้ว่าเรื่องที่ฉันพูดไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่หรอก แต่วิธีที่พูดถึงจะสำคัญ ถึงแม้ว่าฉันจะอ่านนิตยสารให้เขาฟัง แต่ถ้าอ่านโดยใช้เสียงแบบเด็กๆ ละก็ เขาก็จะมีการตอบสนอง”

การมองลูกน้อยในขณะที่คุณพูดกับเขาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อที่เขาจะได้สบตาและมองปากของคุณ คุณคริสต้ากล่าวว่าเธอรู้สึกผิดอยู่บ่อยครั้งเมื่อลูกของเธอตื่นขึ้นมาในขณะ ที่นั่งอยู่เบาะหลังภายในรถ “ฉันชอบมองดูลูก มองหน้าและสบตากัน” เธอกล่าว การแสดงออกทางสีหน้า การเคลื่อนไหวปากและเสียงที่คุณพูด ทั้งหมดนี้จะช่วยกระตุ้นสมองของเด็กและช่วยให้ลูกน้อยของคุณเรียนรู้วิธีการ สร้างคำ คุณคริสต้ากล่าวว่า “เวลาที่แกมองฉัน แล้วฉันทำตาโต แกก็จะทำตาโตเหมือนกัน เวลาที่ฉันคุยกับลูก เขาจะมองปากและลิ้นฉัน แล้วเขาก็จะอ้าปากตาม”

ในที่สุด ลูกน้อยของคุณจะพยายามเลียนเสียงเหล่านี้โดยเคลื่อนไหวปากและลิ้นไปในลักษณะ ต่างๆ ซึ่งเรียกว่าการอ้อแอ้ จากการอ้อแอ้นี้จะพัฒนาไปสู่การสร้างคำ! ตัวอย่างเช่น วันหนึ่งคุณอาจจะเดินผ่านลูกในขณะที่เขากำลังเม้มปากเข้าด้วยกันและเปล่ง เสียงขึ้นจมูกออกมาอย่างตลกๆ ว่า “มา” เขาอาจจะชอบเสียงแบบนี้ เขาก็เลยพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก “มา ม๊า” แล้วคุณก็ตื่นเต้นดีใจเพราะว่าลูกเรียกชื่อคุณและคุณก็ตอบกลับเขาไปว่า “ใช่แล้วจ๊ะ มาม๊าเป็นแม่ของหนู” แล้วคุณก็อุ้มเขาขึ้นมา ยิ้มและหอมแก้มเขา แล้วพูดว่า “มาม๊าอยู่นี่นะจ๊ะ” ลูกน้อยของคุณชอบได้รับการเอาใจใส่ และในที่สุดเขาก็ตระหนักว่าเวลาที่พูดเสียงตลกๆ ว่า “มาม๊า” คุณก็จะอุ้มและพูดกับเขา ไม่ใช่เป็นเพราะว่าลูกน้อยของคุณเรียนรู้โดยธรรมชาติว่าเสียงตลกๆ “มาม๊า” หมายถึงตัวคุณ ที่จริงแล้ว คุณจับเสียงอ้อแอ้ที่เขาพูดได้เป็นคำและก็ตอบสนองต่อคำที่เขาพูด จากนั้นคุณก็พูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งลูกของคุณเรียนรู้ว่าหากพูดว่า “มาม๊า” คุณก็จะมาหา

พูดไม่หยุด

ซาร่า ซัมเนอร์ อาจารย์ด้านการศึกษาพิเศษและคุณแม่น้องมาเดอลินอายุ 25 เดือนกล่าวว่า “ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่ฉันพูดกับเขาโดยใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ” เจ้าตัวน้อยของคุณอาจจะไม่พูดตอนอายุ 6 เดือน แต่เขาฟังรู้เรื่อง ความเข้าใจเป็นสิ่งที่เกิดก่อนการพูด ดังนั้นจึงควรกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาของเด็กผ่านทางประสบการณ์ คุณซาร่ากล่าวว่า “ฉันมักจะอธิบายสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ อธิบายว่าเขากำลังเล่นอยู่กับอะไรและว่าเราจะไปไหนให้เขาฟังอยู่เสมอ” การพูดคุยกับลูกน้อยของคุณในขณะที่คุณกำลังทำกิจวัตรประจำวันอยู่ ในระหว่างที่คุณไปซื้อของหรือในขณะที่คุณกำลังผ่อนคลายกับหนังสือดีๆ สักเล่มหนึ่ง จะเป็นวิธีที่ดีมากที่จะทำให้ลูกน้อยของคุณได้รับรู้ถึงโครงสร้างทางภาษาที่ มีความหลากหลายและรู้ถึงคำศัพท์มากมาย

เด็กหลายคนจะพูดคำแรกได้ก่อนอายุครบหนึ่งขวบ แต่ก็อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เด็กอาจจะพูดคำแรกได้ก่อนหรือหลังอายุ 12 เดือน แต่โดยปกติแล้วเรามักจะได้ยินเด็กพูดคำแรกตอนช่วงอายุประมาณนั้น หนึ่งในสิ่งที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มากที่สุดก็คือ การทำความเข้าใจว่าลูกน้อยของตนเองต้องการอะไร อะไรๆ จะง่ายขึ้นมากทีเดียวเมื่อลูกน้อยของคุณบอกได้ว่าอยากดื่ม “น้ำผลไม้” แทนที่จะเอาแต่ร้องไห้ ในขณะที่คุณกำลังค้นข้าวของในตู้เย็นออกมาจนหมดจนกระทั่งเจอน้ำผลไม้ “ฉันพยายามอย่างมากที่จะช่วยให้แมดดี้สื่อสารได้รู้เรื่อง” คุณซาร่ากล่าว “ฉันเห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยฉุนเฉียว...เพราะว่าเขาสามารถสื่อสารได้ว่าเขา ต้องการอะไรตั้งแต่อายุน้อยๆ”

โดยทั่วไปลูกน้อยจะเริ่มใช้ท่าทางได้เมื่ออายุประมาณ 6 ถึง 9 เดือน และมักจะใช้ท่าทางก่อนที่จะใช้ภาษาพูดได้อย่างจริงๆ จังๆ ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่หลายท่านเริ่มนิยมใช้ภาษาท่าทางกับลูกน้อยเพื่อลดปัญหา ในการสื่อสาร คุณคริสต้าประสบความสำเร็จอย่างมากในการสอนภาษาท่าทางให้กับเด็กเล็กๆ ก่อนที่พวกเขาจะพูดได้ “ฉันเห็นว่าวิธีนี้ได้ผลกับหลานสาวและหลานชายของฉันเอง” คุณคริสต้ากล่าว “พวกเขาเรียนรู้วิธีการส่งสัญญาณท่าทางว่า “เสร็จแล้ว” “เอาอีก” “ขึ้น” และ “ลง” และวิธีนี้ก็ช่วยได้มากเลยค่ะ”

คุณคริสต้ามีความรู้สึกว่าการใช้สัญญาณหรือท่าทางตามธรรมชาติเป็นกุญแจสำคัญ นำไปสู่ความสำเร็จในการสื่อสาร “ฉันจะกระตุ้นให้ลูกสาวของฉันส่งสัญญาณและแสดงท่าทาง” คุณคริสต้ากล่าว “ถ้าเขาเข้าใจ ก็เยี่ยมไปเลย! แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ ฉันก็ไม่ยัดเยียดให้เขา”

การวิจัยบ่งบอกว่า รูปแบบการสื่อสารเบื้องต้นนี้จะช่วยลดความหงุดหงิดใจโดยรวมระหว่างคุณพ่อคุณ แม่กับลูกน้อย คุณซาร่ากล่าวว่า “เราแสดงภาษาท่าทางกับแมดดี้เมื่อตอนแกอายุได้ 8 เดือน แต่แกเริ่มใช้คำพูดได้เร็วมากหลังจากที่ค่อยๆ ลดการใช้ภาษาท่าทางลง”

เพลงประกอบท่าทางเช่น “แมงมุมลายตัวนั้น” หรือ “กำมือขึ้นแล้วหมุนๆ” ไม่แค่เพียงกระตุ้นสมองของลูกน้อยเท่านั้น แต่ยังสอนคำคล้องจอง คำศัพท์ ภาษาและท่าทางให้กับลูกอีกด้วย นอกจากนี้ การร้องเพลงยังช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่สร้างความรู้สึกสงบและช่วยปลอบประโลม เด็กที่กำลังร้องไห้ได้ด้วย

ไม่ว่าคุณจะกำลังร้องเพลง กำลังอ่านหนังสือหรือเพียงแค่พูดคุยกัน การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา! การมีปฏิสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยความรักเช่นนี้ จะช่วยให้การพัฒนาภาษาของลูกน้อยเป็นไปด้วยดี ดังนั้นคุณควรจะเล่าเรื่องราวในแต่ละวันให้ลูกน้อยฟัง ผิวปากในระหว่างที่ทำงานหรืออ่านตำราทำกับข้าวให้เจ้าตัวน้อยฟัง เพราะภาษาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิตของลูกน้อย

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Saturday, July 18, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อย ( เดือนที่ 18 – 2 ขวบครึ่ง )

Posted by wittybuzz at 2:05 AM 0 comments
“ความท้าทาย” เป็นคำที่ผุดขึ้นในความคิดของพ่อแม่หลายๆ คนเวลาที่อธิบายถึงลูกน้อยวัย 2 ขวบ ที่เรียกว่า “หนูน้อยสองขวบตัวร้าย”นี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล แต่เวลานี้เป็นช่วงแห่งการเรียนรู้อย่างเข้มข้นและมีความเป็นตัวของตัวเอง สูง ดังที่คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นแล้วว่าลูกน้อยที่ค่อนข้างจะช่วยอะไรตัวเองไม่ได้ เลย ได้เติบโตขึ้นเป็นเด็กที่มีบุคลิกและความคิดเป็นของตัวเอง ขอให้สงบสติอารมณ์ ให้ความรักแก่เขา และสนุกไปกับเขา!

ต่อไปเขาจะทำอะไรอีก


เมื่อลูกน้อยอายุครบสองขวบครึ่ง เขาจะสามารถ

* ปีนป่ายอุปกรณ์สำหรับเด็กได้อย่างง่ายดาย
* เดินขึ้นลงบันไดได้อย่างมั่นใจ โดยจับราวบันไดและต้องเดินขึ้นทีละขั้น
* กระโดดสองเท้าจากความสูงน้อยๆ และยืนบนปลายเท้าได้หากแสดงให้เขาดู
* โยนลูกบอลได้อย่างแข็งๆ
* เตะลูกบอลขนาดใหญ่ได้อย่างเบาๆ และทรงตัวไม่ค่อยอยู่


พูดกันง่ายๆ

* เมื่อลูกน้อยอายุครบสองขวบ เขาจะสามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้
* พูดได้อย่างน้อย 20 คำ และประสมคำสองคำหรือมากกว่านั้นเข้าด้วยกันได้
* จำภาพสิ่งของง่ายๆ ได้

* เมื่อลูกน้อยอายุครบสองขวบครึ่ง เขาจะสามารถประสมคำสามคำเข้าด้วยกันได้
* ร่วมร้องเพลงและเข้าใจเรื่องเล่าหรือบทสนทนาสั้นๆ ได้


เมื่อมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เด็กวัยสองขวบจะพูดมากกว่าเมื่อถูกทิ้งให้เล่นกับเด็กวัยหัดเดินคนอื่นๆ แต่เมื่ออายุได้ 4 ขวบ การที่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยจะไปบดบังจินตนาการในการเล่นและการใช้ภาษาอย่าง สร้างสรรค์ของเขา

คำถามและคำตอบ

ถาม ลูกวัยสองขวบของฉันดูเหมือนจะถามคำถามฉันตลอดทั้งวันเลย! ฉันควรจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี
ตอบ บางครั้งอาจจะดูเหมือนกับว่าลูกน้อยวัยหัดเดินของคุณกำลังพยายามทดสอบความอด ทนของคุณอยู่ แต่ที่จริงแล้ว เขากำลังฝึกศิลปะในการสนทนาต่างหาก

* ควรตอบง่ายๆ และสั้นๆ แทนที่จะตอบยาวๆ และซับซ้อน
* ควรยกตัวอย่างจากของจริง หากเขาถามว่า “แตกได้แปลว่าอะไร” ก็นำของที่แตกได้มาให้เขาดู และเล่าย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่มีของแตก
* ควรจะตอบอย่างจริงใจ หากไม่ทราบคำตอบ ก็ควรตอบตามนั้น ขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่หาคำตอบร่วมกับลูก


คุณทราบหรือไม่ว่า

เด็กอายุประมาณ 20 เดือน เด็กวัยหัดเดินจะเริ่มเรียนรู้ทักษะน่ารักๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือการแกล้ง เขาอาจเอากระเป๋าถือหรือกุญแจรถไปซ่อนเวลาที่คุณกำลังจะออกจากบ้าน แล้วเขาก็จะแอบอมยิ้ม เด็กวัยหัดเดินที่มีพี่ชายหรือพี่สาวอาจเรียนรู้วิธีการแกล้งได้เร็วขึ้น

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Friday, July 17, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อย ( เดือนที่ 15 - 18 )

Posted by wittybuzz at 2:54 AM 0 comments
หนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่สำคัญของเด็กวัยหัด เดินก็คือ การเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ แถมเป็นการแสดงถึงความชื่นชอบของลูกน้อยที่น่ารักที่สุดในขวบวัยนี้ ข้าวของภายในบ้านและกิจวัตรประจำวันต่างๆ ทำให้เขาสนใจ เขาชอบเลียนแบบกิจกรรมง่ายๆ เช่น ป้อนอาหารให้ตุ๊กตาหมี กวาดพื้น เช็ดโต๊ะ นี่คือการแสดงบทบาทขั้นแรกสุด

เดินไปเรื่อยๆ

ลูกน้อยของคุณกลายเป็นเด็กวัยหัดเดินไปซะแล้ว! ต่อไปนี้คือสิ่งน่าทึ่งที่เขาทำได้เมื่ออายุ 18 เดือน

* เดินได้ดีโดยเท้าแยกจากกันเพียงเล็กน้อย เริ่มเดินและหยุดเดินได้อย่างปลอดภัย เขาไม่จำเป็นต้องกางแขนออกเพื่อช่วยทรงตัวอีกต่อไป
* วิ่งอย่างระมัดระวัง ด้วยเหตุที่ว่าเขาหลบสิ่งกีดขวางได้ยาก ดังนั้นจึงต้องดูเขาให้ดี
* เดินขึ้นบันไดได้ด้วยโดยมีคุณแม่คอยช่วย และบางครั้งก็เดินลงบันไดได้ด้วย เขาอาจชอบคลานถอยหลังหรือกระดืบด้วยก้นมากกว่าเวลาที่ลงบันได
* อุ้มตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ในขณะที่เดินได้
* ปีนขึ้นเก้าอี้ของผู้ใหญ่ จากนั้นจึงกลับตัวแล้วนั่งลง


เล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย

ทักษะใหม่ๆ ของเขาจะเป็นประโยชน์สำหรับการเล่น เขาสามารถสร้างหอคอยสองสามชั้นได้ หากได้คุณช่วยเขาและแสดงให้คุณดูว่าทำยังไง เขาชอบดูหนังสือภาพง่ายๆ และอาจชี้ไปที่ภาพสิ่งของที่เขาคุ้นเคยและพลิกหน้าหนังสือหลายๆ หน้าในคราวเดียว เขาอาจพยายามวาดภาพเป็นครั้งแรกด้วย เขาจะจับดินสอด้วยมือทั้งมือ หรือทั้งสองมือ หรือจับดินสออยู่ระหว่างหัวแม่มือและนิ้วมืออย่างเงอะๆ งะๆ แล้วลากเส้นยุ่งๆ กลับไปกลับมาและจิ้มเป็นจุดๆ

คำถามและคำตอบ

ถาม ลูกชายฉันติดผ้าห่มผืนเก่าๆ ที่เขาใช้ตั้งแต่เขาอายุ 9 เดือน เขายืนกรานว่าจะเอามันไปด้วยทุกหนแห่งจนมันเปื่อยไปหมดแล้ว! ฉันควรกังวลเรื่องนี้หรือไม่
ตอบ เด็กวัยเริ่มเดินหลายคนจะเห็นว่าโลกเป็นสิ่งท้าทายที่ค่อนข้างน่ากลัว และได้สร้างสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจขึ้นที่จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสถานที่ที่ไม่มี สิ่งที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นกับเขา คุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องที่ลูกติดข้าวของบางอย่าง การทำให้เป็นเรื่องใหญ่มีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง และในแทบจะทุกกรณีแล้วเด็กจะโตขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป

ถาม ลูกชายฉันดูราวกับจะเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดกับเขาได้ค่อนข้างมากจนน่าแปลกใจ แต่เขากลับไม่พูดสักเท่าไหร่ ฉันควรจะคาดหวังว่าเด็กในวัยนี้ควรพูดได้มากน้อยเพียงใด
ตอบ เมื่อเด็กอายุ 18 เดือน เราคาดหวังว่าลูกน้อยจะพูดคำที่จำได้ประมาณ 6 - 20 คำ แต่เขาเข้าใจคำต่างๆ ได้มากกว่านั้นเยอะ ลองคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว แล้วคุณแม่จะพบว่าเขาฟังและตอบสนอง เขาจะส่งของเล่นให้หากขอจากเขา และเขาจะทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ เช่น “ไปเอารองเท้ามาซิ”

คุณทราบหรือไม่ว่า


หากเด็กวัยหัดเดินพูดได้หนึ่งคำ เขาจะเข้าใจคำอื่นๆ อีกเป็นห้าเท่า เด็กๆจะเข้าใจคำได้มากกว่าที่เขาพูดจนกระทั่งเขาโตเป็นผู้ใหญ่

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Thursday, July 16, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อย ( เดือนที่ 12 - 15 )

Posted by wittybuzz at 12:32 AM 0 comments
ในช่วงวัยนี้ ลูกน้อยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมากที่สุดระยะหนึ่งเขาจะมุ่งมั่นสำรวจ สิ่งรอบๆ ตัวทุกตารางนิ้ว และด้วยทักษะใหม่ๆ ที่เขาเพิ่งจะเรียนรู้มานั้น ไม่มีอะไรรอดจากมือหนูน้อยจอมซนไปได้ เด็กวัยนี้อาจเดินคนเดียวได้ และเมื่ออายุได้ 15 เดือน เขาอาจถึงขนาดคลานขึ้นลงบันไดได้

ความสามารถในการใช้มือที่ซับซ้อนจะช่วยให้เขาสามารถหยิบของชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่าเส้นด้ายได้ด้วยมือข้างใดข้างหนึ่ง และแน่นอนว่าเขาจะต้องหยิบใส่ปาก อย่าทำให้เขาเสียกำลังใจ ในการเรียนรู้นั้น เขาต้องสำรวจสิ่งต่างๆ แต่ต้องให้แน่ใจว่าเขาได้รับการสอดส่องดูแลตลอดเวลา และควรจัดให้สภาพแวดล้อมรอบตัวหนูน้อยมีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้

คำแรกของหนู


ลูกน้อยจะสามารถพูดคำแรกได้ประมาณวัยนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นชื่อสิ่งของหรือชื่อคน เช่น หมา ถ้วย หรือดาด้า คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถบังคับให้เด็กพูดได้จนกว่าเขาจะพร้อม แต่แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นให้เขาพูดได้ โดยพูดกับเขาถึงสิ่งที่เขากำลังมองดูอยู่หรือกำลังทำอยู่ เน้นคำหลักๆ ในขณะที่คุณคุยกับเขา เช่น “นี่เท้านะ เอาถุงเท้ามาใส่กันเถอะ”

เมื่อเขาอายุได้ 15 เดือน เขาจะสามารถพูดได้ประมาณ 2-6 คำในบริบทที่ถูกต้อง แต่เขาจะเข้าใจได้ประมาณ 50 คำและเข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น “ตบมือหน่อย”

ภูมิใจที่หนูเดินได้!

โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กจะเดินได้เมื่ออายุระหว่าง 12 - 18 เดือน แต่เด็กอาจเดินได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 10 - 27 เดือน นักเดินคนใหม่นี้จะเดินขาถ่างเป๋ไปเป๋มาและยกแขนสูงเพื่อปรับการทรงตัว

ในช่วง 6 เดือนต่อไป เขาจะเรียนรู้วิธีการหยุดและบังคับทิศทางว่าจะไปด้านข้าง ถอยหลัง และเลี้ยวเข้ามุม การเดินของเขาจะมั่นคงขึ้นและมีความคล้ายกับของผู้ใหญ่ โดยเดินขาใกล้ชิดกันและเดินก้าวสั้นลง

คำถามและคำตอบ


ถาม เพื่อนฉันสามคนมีลูกที่กำลังเดินได้แล้ว แต่ลูกของฉันยังเดินไม่ได้เลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ตอบ เด็กแต่ละคนมีรูปแบบพัฒนาการตามธรรมชาติเป็นของตัวเอง ยีนของเขามีส่วนทำให้เป็นเช่นนี้ แต่ลักษณะนิสัยที่ต่างกันก็มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวเช่นกัน เด็กบางคนมีแรงมากกว่าเด็กคนอื่นๆ เด็กๆ ยังมีวิธีคิดต่างกันอีกด้วย บางคนคิดอย่างรอบคอบและใช้เวลาในการคิด ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ อาจใช้อารมณ์มากกว่า ไม่มีหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่าเด็กที่เดินได้เร็วจะเติบโตเป็นเด็กที่ฉลาด กว่า

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Wednesday, July 15, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อย ( เดือนที่ 9 - 12 )

Posted by wittybuzz at 3:10 AM 0 comments
เด็กวัย 9 เดือนกำลังน่ารักมาก ในช่วงนี้ลูกน้อยจะมีพัฒนาการมากพอที่จะโต้ตอบกับคุณได้อย่างจริงจังและเขา จะแสดงออกอย่างค่อนข้างชัดเจนว่าใครบ้างคือคนพิเศษของเขา คุณควรมีความสุขกับช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบนี้ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะเริ่มซน อย่างจริงจัง เขาจะเริ่มทดสอบขีดจำกัดของตัวเอง แล้วดูว่าเขาจะไปได้ไกลขนาดไหน

เริ่มเตาะแตะ


* เมื่อถึงวัย 10 - 11 เดือน ลูกน้อยจะสามารถนั่งเองได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องมีอะไรมาช่วย เขาสามารถเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่านอนและบิดตัวเพื่อหยิบของได้
* เมื่อวัย 12 เดือน เขาอาจเริ่มเดินก้าวแรกโดยเกาะเฟอร์นิเจอร์แล้วดึงตัวเองขึ้นและ “เดินเล่น” ไปรอบๆ ในที่สุดเขาจะยืนหลังตรง จับที่ยึดด้วยมือข้างเดียว และตั้งท่าที่จะเดินด้วยตัวเอง


หนูก็มีสังคมเหมือนกัน


แม้ลูกน้อยจะพยายามออกห่างจากคนแปลกหน้า แต่ในหลายๆ ด้านเขาก็อาจเริ่มเข้าสังคมได้มากขึ้น เขารู้จักและตอบสนองต่อชื่อของตัวเอง เขาพูดอ้อแอ้โดยใช้สระและพยัญชนะต่างๆ ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกับว่ากำลังพูดอย่างจริงจัง และเขาถึงขนาดเข้าใจคำสั่งง่ายๆ เช่น เวลาขอตุ๊กตาหมีหรือของเล่นจากเขา แล้วเขาอาจยื่นให้ก็ได้

กลเม็ดเคล็ดลับ


* เด็กวัย 9 เดือนจะสามารถถือถ้วยได้ด้วยสองมือและอาจพยายามคว้าช้อนป้อนอาหาร
* เขารู้จักที่จะปล่อยของโดยการกางมือออก และจงใจปล่อยให้ของหล่นเมื่ออายุได้ 10 เดือน
* เก็บของชิ้นเล็กๆ เท่าลูกเกดด้วยนิ้วโป้งและเริ่มชี้ได้เมื่ออายุได้ 10 เดือนครึ่ง – 11 เดือน
* เมื่อครบขวบปีแรก เขาจะสามารถใส่ของสามชิ้นหรือมากกว่าลงในภาชนะได้
* เขาช่วยในการแต่งตัวได้โดยยกแขนขึ้นเมื่อคุณแม่ยกแขนเสื้อขึ้นมาและยกขาขึ้นเมื่อสวมรองเท้าให้เขา


คำถามและคำตอบ

ถาม เด็กๆ จะเข้าใจความหมายของคำว่า ”ไม่” เมื่ออายุเท่าใด
ตอบ เมื่ออายุ 10 เดือน คำว่า ”ไม่” สำหรับเด็กๆ หมายถึงการหยุดแค่ไม่กี่วินาทีแล้วก็ทำต่อ เมื่อเขาอายุได้หนึ่งขวบ คำว่า ”ไม่” หมายถึงการห้ามจริงๆ ปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นได้โดยปรกติคือ การร้องไห้หรือแสดงอารมณ์ไม่พอใจ

ถาม บางวันลูกฉันดูเหมือนจะเกาะขาฉันตลอดเวลา เขาควรจะเกาะติดอย่างนี้หรือไม่
ตอบ คุณแม่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง! มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กจะรู้สึกวิตกกังวลว่าจะต้องแยกจากแม่เมื่ออายุ ระหว่าง 7 - 12 เดือน และจะรู้สึกวิตกกังวลมากที่สุดเมื่ออายุได้ 15 ถึง 18 เดือน จากนั้นความกังวลจะค่อยๆ ลดลง มันไม่ต่างกันว่าลูกน้อยจะได้รับการดูแลโดยพี่เลี้ยงเด็กในสถานรับเลี้ยง เด็กหรือคุณเป็นคนเลี้ยงเอง ความกังวลว่าจะต้องแยกจากแม่จะปรากฏขึ้นและเริ่มจะหายไปในเวลาประมาณเดียว กัน

คุณทราบหรือไม่ว่า


เด็กผู้หญิงมักจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ซึ่งก็คือการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวเร็วกว่าเด็กผู้ชาย เพราะว่าระบบประสาทของเด็กผู้หญิงพัฒนาได้ก่อน เด็กผู้หญิงมักจะนั่ง คลานและเดินได้ก่อนเด็กผู้ชาย แม้ว่าจะทำได้ก่อนถึงสองเดือนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท

Tuesday, July 14, 2009

การเลี้ยงดูลูก - ช่วงเวลาสำคัญของลูกน้อย ( เดือนที่ 6 - 9 )

Posted by wittybuzz at 6:46 AM 0 comments
ในวัย 6 - 9 เดือน ลูกน้อยจะมีบุคลิกที่เด่นชัดมากอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือเขาจะเป็นนักสำรวจและมีทักษะเกือบครบทุกอย่างที่จำเป็นในการ สำรวจสิ่งรอบตัว อีกอย่างหนึ่งคือ เขาจะขี้อายและติดคนที่เขารู้จัก คนที่เขารัก และมักจะหลบคนแปลกหน้า

เนื่องจากลูกน้อยมีความทรงจำดีขึ้น เขาจึงเริ่มรู้จักกับความแตกต่างระหว่างสิ่งต่างๆ ที่เป็นที่คุ้นเคยและปลอดภัย และสิ่งๆใหม่ที่ยังไม่ได้ทดลอง คุณจะสังเกตได้ว่าความจำของเขาพัฒนาขึ้นมากโดยสังเกตได้จากปฏิกิริยาตอบสนอง กับของเล่นที่เขาทำหล่น ก่อนหน้านี้เขาจะลืมเรื่องนี้และก็ปล่อยให้ผ่านไป แต่หนูน้อยวัย 9 เดือน เขาจะมองตรงไปยังทิศทางที่ของเล่นกลิ้งไป

หนูน้อยไม่อยู่นิ่ง...

* เมื่อถึงวัย 6 เดือน เขาจะเอามือและเท้าเข้าปาก เขาเริ่มเรียนรู้ว่าเขาสามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้
* เมื่อถึงวัย 7 เดือน ลูกน้อยอาจนั่งได้ด้วยตนเองโดยใช้แขนทั้งสองข้างช่วยในการทรงตัว
* เมื่อถึงวัย 8 - 9 เดือน เขาจะสามารถนั่งเล่นของเล่นได้ แต่อาจเสียการทรงตัวได้เมื่อเขาหันตัว
* เมื่อถึงวัย 7 - 9 เดือน เขาอาจเริ่มคลานได้คล่องขึ้น ตอนแรกดูเหมือนว่าจะใช้แขนเป็นหลัก เพราะว่าแขนยังคงแข็งแรงกว่าขา ดังนั้น เขาจึงอาจคลานถอยหลังหรือคลานเป็นวงกลม นอกจากนี้ เขายังอาจจะกระดืบโดยใช้ก้นด้วย

… และชอบเขย่าของ

* เมื่อถึงวัย 7 - 9 เดือน ลูกน้อยจะสามารถคว้าสิ่งของได้เก่งด้วยหัวแม่มือและนิ้วชี้ในที่สุด
* เมื่อถึงวัย 8 เดือน เขาอาจแสดงให้เห็นว่าถนัดมือซ้ายหรือมือขวามากกว่ากัน
* เมื่อถึงวัย 9 เดือน เขาอาจถือถ้วยด้วยมือทั้งสองข้างและอาจพยายามที่คว้าช้อนป้อนอาหารด้วย

คำถามและคำตอบ

ถาม ลูกน้อยฝันหรือไม่
ตอบ ฝัน เด็กก็มีอาการตากระตุก (Rapid Eye Movement) เวลานอนเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาที่เรากำลังฝันเท่านั้น เมื่ออายุได้ 6 เดือน ครึ่งหนึ่งของการนอนของลูกน้อยจะเป็นการนอนแบบมีอาการตากระตุก โดยที่ผู้ใหญ่มีการนอนแบบมีอาการตากระตุกเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

ถาม ลูกน้อยจะจำชื่อของเขาเองได้หรือไม่
ตอบ ลูกน้อยของคุณจะจำชื่อตัวเองได้เมื่ออายุประมาณ 8 - 9 เดือน และเขาอาจพูดชื่อของตัวเองได้เป็นคำแรกๆ

คุณทราบหรือไม่ว่า

ผลการทดสอบสติปัญญาของลูกน้อยในระหว่างอายุ 3 - 12เดือน อาจมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับผลการทดสอบสติปัญญาตอนอายุ 5 ปี ศูนย์ดูแลสุขภาพเด็กทารกจะตรวจสอบลูกน้อยเป็นประจำในช่วงขวบปีแรก แต่แทบไม่ได้บอกถึงสติปัญญาของลูกน้อยเลย เนื่องจากส่วนใหญ่แล้ว การทดสอบเหล่านี้จะจำกัดในเรื่องทักษะทั่วไปและการตอบสนองขั้นพื้นฐาน

ช่างน่ามหัศจรรย์เสียจริง!


นักจิตวิทยาได้ค้นพบวิธีที่จะวัดการเปลี่ยนแปลงช่วงสั้นๆ ในการแสดงออกของลูกน้อย พวกเขาค้นพบว่าลูกน้อยจะเริ่มแสดงอารมณ์บางอย่างตามแต่ช่วงอายุของเขา

* อารมณ์กลัวและโกรธเมื่ออายุระหว่าง 5 - 7 เดือน
* รู้สึกว่าทำผิดและอายเมื่ออายุระหว่าง 6 - 8 เดือน

ที่มา : ฮักกี้ดอทซีโอดอททีเฮท
 

Mama And Baby Care Copyright © 2009 Baby Shop is Designed by Ipietoon Sponsored by Emocutez